สังคมหน้ากาก “เพื่อหน้าที่” หรือ “การหลอกลวง”

Advertisements



สังคมหน้ากาก “เพื่อหน้าที่” หรือ “การหลอกลวง”

ทุกวันนี้การดำเนินชีวิตของคนเราทุกคนต้องพบเจอกับผู้คนมากมาย ถามว่าผู้คนเหล่านั้นน่าเชื่อถือหรือไม่ ขอตอบว่า ไม่เลย เนื่องจาก ยังไม่เคยคุยกัน ไม่ใช่คนในครอบครัว แล้วจะให้ไปเชื่อถือเลย มันก็ไม่ได้ แล้วหากถามว่า เพื่อนร่วมงานของเราหรือเพื่อนเรียนของเราเป็นคนอย่างไร! เชื่อถือได้ไหม ต้องบอกเลยว่า ยาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ทำตัวเป็นคนหยิ่งทะนงตน ยึดถือความคิดตัวเอง ไม่เชื่อไม่ไว้ใจใครเลย มันไม่ได้ “เพราะคนเราต้องอยู่ร่วมกับสังคม” แต่ให้พิจารณาว่าคนเรามองกันที่ภายนอกไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่า คนคนนี้จะใส่หน้ากากกี่ใบภายในหนึ่งวัน เพื่อพบเจอกับใครบ้าง แล้วแสดงให้สมจริงหรือเปล่า

เมื่อคำว่าผลประโยชน์ มันมีอิทธิพลต่อจิตใจมนุษย์เหลือเกิน ทุกคนต่างคิดอย่างเดียวว่าจะทำยังไงให้ได้สิ่งที่ต้องการ โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น แม้แต่ความสัมพันธ์ ความน่าอยู่ของสังคมมันก็ลดลงไปเรื่อยๆ ยอมรับเลยว่า ปัจจุบันนี้ ทุกคนต้องใส่หน้ากากหมด ไม่ด้วยความจำเป็นก็ด้วยความตั้งใจ ถามว่าแบบไหนมีมากกว่ากัน ขอตอบว่า มีเท่าๆกัน แต่ว่า” คนเราถ้าใส่ก็ต้องมีการถอดออกด้วย” ไม่ใช่ใส่ตลอดเวลา มันไม่ได้ ต้องมีการใช้หน้าจริงของตนเองได้

ลักษณะแบบนี้มีให้เห็นกันได้ทั่วไป ถามว่ามันเป็นอย่างไร อธิบายง่ายๆ เมื่อเราหันหน้าเข้าหากัน เราจำเป็นต้องทำความดีหรือทำผลงานให้ตัวเองนั้นเด่นขึ้นมากว่าคนอื่นๆให้ได้ เพื่อผลประโยชน์ที่มากกว่าคนอื่นไม่ว่าจะทางตำแหน่ง เงินเดือน เงินพิเศษ เงินโบนัส หรือผลประโยชน์จากคนเป็นเจ้านาย และเมื่อเพื่อนร่วมงานของตัวเองที่สนิทกันด้วยมีผลงานที่เด่นๆเท่าของเรา ได้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับของเรา เราก็จะอิจฉาริษยาในผลที่เขาได้ แต่อย่าคิดว่าจะมีเพียงเราที่อิจฉา เพื่อนของเราที่ได้ก็อาจคิดเช่นเดียวกัน

ฉะนั้นเมื่อเป็นแบบนี้ เราก็จะทำตัวดีกับเขา เขาก็จะทำตัวดีกับเรา แต่จะไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่จะลอบแทงข้างหลังก่อน ต่อหน้าจะดีกันมากๆ แทบดูไม่ออกเลย หากใครแสดงได้เนียนพอ เมื่อเกิดการแย่งชิงผลประโยชน์กัน ไม่เราก็เขาที่ทำก่อน ก็จะกล่าวหาหรือใส่ร้ายคนอื่นๆในที่ทำงานให้เสียหาย เพื่อที่ให้เราหรือเขาที่โดนใส่ร้ายป้ายสีเชื่อถือ และตัวเองคนที่ทำก็จะรอดพ้นข้อกล่าวหาทั้งปวง

หากถามว่ารูปแบบไหน ที่น่าสงสารมากที่สุด คงต้องตอบว่า การต้องใส่หน้ากากเพื่อให้ผู้คน

ยอมรับในตัวตนของเรา ภายในสังคมนั้นๆที่อยู่นานมากที่สุด อาจจะเป็นที่ทำงานหรือเพื่อนฝูง เพราะนั่นหมายถึง เราไม่ได้เป็นคนแบบนั้นจริงๆ

ข้อสังเกตระหว่าง “คนจริงใจ” กับ “คนตอแหล”

1.เรื่องการเคารพ เขาจะไม่หน้าไหว้หลังหลอก ไม่เห็นเงินเป็นใหญ่

คนจริงใจ : ให้ความเคารพกับทุกคน
คนตอแหล : ให้ความเคารพกับคนที่มีอำนาจ

2. คนจริงใจ เขารู้จักประมาณตน อยู่ในที่ๆตัวเองควรอยู่

คนจริงใจ : ไม่พยายามทำให้คนอื่นๆ มาชอบตัวเอง
คนตอแหล : พยายามอย่างหนัก ที่จะทำให้คนอื่นชอบตัวเอง

3. คนจริงใจ เขาไม่ทำตัวมีปัญหา หรือทำตัวเด่น และไม่ชอบเรียกร้อง

คนจริงใจ : ไม่ใช่คนเรียกร้องความสนใจ
คนตอแหล : ชอบเรียกร้องความสนใจ

4. คนจริงใจเขาไม่โชว์ ไม่เสนอหน้า เพราะมันไม่ได้ดูเท่

คนจริงใจ : ไม่คุยโม้ โอ้อวด
คนตอแหล : ชอบโชว์ออฟอยู่ตลอดเวลา

5. คนจริงใจ เขาพูดกันซึ่งๆหน้า ไม่ปากเก่งลับหลัง

คนจริงใจ : แสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย
คนตอแหล : ชอบแอบนินทาลับหลังคนอื่น

เรียบเรียงโดย : Vozier
ที่มา...https://www.vozier.com/2251
SHARE
Advertisements
    Blogger Comment

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น