เผยความเชื่อคนโบราณกับความหมายของการจุดธูป 1 – 108 ดอก

Advertisements

Advertisements

เผยความเชื่อคนโบราณกับความหมายของการจุดธูป 1 – 108 ดอก

จะจัดงานพิธีแล้ว ไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมธูป และจุดธูปกี่ดอกดี?? แต่ละที่แต่ละจุด ก็ใช้ธูปจำนวนไม่เท่ากัน

เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมบางงานพิธี จุดธูป 3 ดอก บางงานจุดธูป 16 ดอก ในขณะที่บางงานจุดธูปเพียงดอกเดียวเท่านั้น ทำให้บางคนคิดอะไรไม่ออก จึงใช้การจุดธูป 3 ดอก แทนการจุดธูปในพิธีกรรมทางสงฆ์ จุดธูป 16 ดอก เพื่อไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ (บางคนแอบคิดว่า ก็เพราะมันเยอะดี!)

ความเชื่อในการจุดธูปนี้สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ โดยคนโบราณเชื่อว่า การจุดธูป คือ การน้อมจิต เพื่อสักการะบูชาในสิ่งที่เราแสดงความเคารพอยู่ และเป็นประหนึ่ง “สื่อ” เพื่อช่วยทำให้เกิดความสงบทางจิตใจ

นอกจากนี้ อุปนิสัยของคนโบราณเวลาจะทำอะไร จะแฝงนัยเพื่อสอนใจไว้เสมอ ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ได้ให้ความหมายของการจุดธูปตั้งแต่ 1 ดอก ไปจนถึง 108 ดอก มีดังนี้...

ธูป 1 ดอก : เป็นการจุดไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ผีบ้านผีเรือน เคารพวิญญาณผู้ตาย
ธูป 2 ดอก : เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณและการจุดธูปบนอาหาร แต่บางความเชื่อก็ว่าไม่นิยมใช้
ธูป 3 ดอก : เป็นการจุดธูปบูชาพระรัตนตรัย บูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรืออีกนัยหนึ่งสื่อความหมายถึง พระคุณของพระพุทธเจ้า 3 ประการคือ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ

จุดธูป 4 ดอก : เป็นเรื่องเกี่ยวกับธาตุสี่ ใช้ในการสวดเสริมดวงชะตาราศี
การจุดธูป 5 ดอก : เป็นการจุดธูปบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พ่อแม่ และครูบาอาจารย์
การจุดธูป 6 ดอก : เป็นการ จุดธูปเสริมดวงชะตาตามกำลังไฟของอาทิตย์(1) คนที่เกิดวันอาทิตย์

การจุดธูป 7 ดอก : เป็นการจุดบูชาจิตวิญญาณตามศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ และครูบาอาจารย์ที่เสียชีวิตแล้ว
จุดธูป 8 ดอก : เป็นการเสริมดวงชะตา ตามกำลังพระอังคาร (3) และตามจำนวนอัฎฐเคราะห์
จุดธูป 9 ดอก เป็นการจุดธูปบูชาผู้มีพระคุณ พระภูมิเจ้าที่ เทพ เจ้าป่าเจ้าเขา รุกขะเทวดา ศาลพระภูมิ ศาลเทพ

จุดธูป 10 ดอก เกี่ยวข้องกับธาตุไฟ ตามกำลังของพระเสาร์ (7) มีกำลัง 10 เพื่อใช้ในการสวดเสริมดวงชะตา
จุดธูป 11 ดอก : ใช้บูชาเทวดาชั้นสูง
จุดธูป 12 ดอก : ในการบูชาตามกำลังพระราหู (8) ใช้ในการสวดเสริมดวงชะตา คนที่เกิดวันพุธกลางคืน

จุดธูป 13 ดอก : เป็นเลขไม่เป็นมงคล จึงไม่นิยมจุดบูชา
จุดธุป 14 ดอก ใช้จุดธูปบูชารูปปั้นพระสงฆ์ (เป็นการบูชาคุณพระสงฆ์)
จุดธุป 15 ดอก ใช้สวดบูชาดวงชะตา เกี่ยวข้องกับธาตุ ตามกำลังของดาวจันทร์ (2)

จุดธุป 16 ดอก เป็นการจุดธูปบูชาเทพชั้นสูง บูชาเทพชั้นครู หรือ พิธีกลางแจ้ง ที่มีการอัญเชิญเทวดา ที่สำคัญหมายถึงสวรรค์ 16 ชั้น
จุดธุป 17 ดอก เป็นการเสริมดวงชะตา สวดเสริมดวงชะตา
จุดธูป 18 ดอกไม่นิยมจุด

จุดธูป 19 ดอก บูชาเทวดาทั้ง 10 ทิศ
จุดธูป 21 ดอก บูชาพระคุณของพ่อ การบูชาแม่พระธรณี
จุดธูป 32 ดอก ใช้สวดชุมนุมเทวดาทั้ง 4 ทิศ การไหว้ 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน และ 1โลกมนุษย์

จุดธูป 36 ดอก เพื่อขอขมาคู่กรรมคู่เวร

จุดธูป 39 ดอก การบูชาพระแม่โพสพ
จุดธูป 56 ดอก เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบูชาคุณพระพุทธเจ้า
จุดธูป 108 ดอก บูชาสิ่งสูงสุดทั่วทั้งโลกทุกชั้นฟ้า

นอกจากนี้ ความเชื่อโบราณยังมีคติในการ จุดธูป จุดเทียน และถวายดอกไม้หอม โดยมีนัยที่แฝงอยู่ ดังนี้

การจุดธูปบูชา คือ การเสริมดวงชะตา หรือขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์
การจุดเทียน เป็นตัวแทนของ พระธรรม หรือแสงสว่างในชีวิต
ดอกไม้หอม แทนคุณงามความดี ความเจริญที่จะมีแก่ตน

ดังนั้น การจุดธูป จุดเทียน และถวายดอกไม้ จึงเป็นการสักการะ กระทำอามิสบูชา ให้เกิดมงคลแก่ชีวิต โดยการบูชาสิ่งที่ดี ทำให้ตัวเรา มีบารมีมากขึ้น จึงใจสงบขึ้น

แต่อย่างไรก็ดี การจุดธูปก็ควรระวังวัสดุที่อาจติดไฟได้ แนะนำว่าอย่าไปวางไว้ใกล้กระถางธูป หรือแม้แต่กระถางธูปก็ควรมีจานรองไว้ เผื่อเศษธูปหล่นลงมา และไฟยังติดอยู่ จะได้ไม่ลุกไหม้บนหิ้งพระ และอาจเกิดเพลิงไหม้ได้

หากในขณะเวลานั้นไม่สะดวกจะจุดธูป จุดเทียน หรือถวายดอกไม้ อาจจะประนมมือไว้เหนืออก แล้วตั้งจิตระลึกถึงในคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ เพียงเท่านนี้ ศิริมงคลก็จะเกิดแก่ตัว เหตุเพราะบุคคลนั้น “บูชาบุคคลที่ควรบูชา” ซึ่งตรงกับมงคลชีวิต หัวข้อ “บูชาบุคคลที่ควรบูชา” ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้ เมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว ดังนี้

การบูชา คือ อะไร ?

การบูชา คือกาเสื่อมใสยกย่อง เชิดชู ด้วยกิริยาอาการสุภาพที่เราแสดงต่อผู้ที่ควรบูชาทั้งต่อหน้าและลับหลัง การแสดงต่อหน้า เป็นการแสดงให้ท่านทราบว่าเรามีความเคารพและตระหนักในคุณธรรมความดีที่มีอยู่ในตัวของท่านอย่างจริงใจ การแสดงลับหลัง เป็นการเตือนใจตัวเราเอง ให้ผูกใจไว้กับคุณธรรมอันสูงส่งของท่าน ก่อให้เกิดความรู้สึกอยากกระทำตาม ใจเราจะได้ยกสูงขึ้นเสมอๆ ไม่เลื่อนไหลไปในทางชั่วร้าย

การบูชา เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง สำหรับฝึกใจที่ยังหยาบกระด้าง เพราะไม่อาจยอมรับคุณความดีของผู้อื่น ให้ละเอียดอ่อนลง ผู้ที่ยังด้อยปัญญา ยังไม่เข้าใจในคุณธรรมความดีของผู้ที่ควรบูชานัก แต่หากได้เคยชินกับการบูชาแล้ว ในที่สุดย่อมสามารถเห็นถึงคุณธรรมความดีที่มีอยู่ในตัวของผู้ที่เราบูชาได้อย่างแจ่มชัด จนเกิดความเลื่อมใสกลายเป็นการบูชาอย่างแท้จริง อยากทำความดีตามท่านบ้าง ผู้ใหญ่จึงควรสอนบุตรหลานให้รู้จักสวดมนต์บูชาพระ- รัตนตรัย เป็นการปลูกศรัทธาให้รู้จักบูชาบุคคลที่ควรบูชาตั้งแต่เด็กๆ

บุคคลที่ควรบูชา

คือบุคคลที่มีคุณความดีควรค่าแก่การระลึกนึกถึง และยึดถือเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตาม ได้แก่ ผู้มีศีล สมาธิ ปัญญาสูงกว่าเรานั่นเอง ซึ่งประมวล สรุปได้ดังนี้

1. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นบัณฑิตที่ประเสริฐสุดในโลก ทรงไว้ด้วย พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ จัดเป็นบุคคลที่ควรบูชาของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย

2. พระสงฆ์ ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบก่อนแล้วจึงสอนให้ผู้อื่นประพฤติดี ปฏิบัติชอบตามอย่างบ้าง จัดเป็นบุคคลที่ควรบูชาของพุทธศาสนิกชน

3. พระมหากษัตริย์ผู้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม เป็นธรรมราชา จัดเป็นบุคคลที่ควรแก่การบูชาของประชาชน

4. บิดามารดาและญาติผู้ใหญ่ที่มีความประพฤติดี เป็นบัณฑิตที่อยู่ในฐานะสูงเกินกว่าจะคบ จัดเป็นบุคคลที่ควรแก่การบูชา หรือปูชนียบุคคลของบุตรหลาน



5. ครูอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถ ความประพฤติดี เป็นบัณฑิตที่อยู่ในฐานะสูงเกินกว่าศิษย์จะคบหา จัดเป็นบุคคลที่ควรแก่การบูชาของศิษย์

6. ผู้บังคับบัญชาที่มีความประพฤติดี ตั้งอยู่ในธรรม จัดเป็นบุคคลที่ควรแก่การบูชาของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา

นอกจากนี้บัณฑิตที่มีเพศภาวะสูงเกินกว่าที่จะคบในฐานะผู้เสมอกันได้ ล้วนจัดเป็นบุคคลที่ควรแก่การบูชาทั้งสิ้น

สิ่งที่เนื่องด้วยท่านเหล่านี้ ก็จัดเป็นสิ่งที่ควรบูชาอีกเช่นกัน เพราะเมื่อเราบูชาสิ่งเหล่านี้ ก็ทำให้ระลึกนึกถึงคุณงามความดีของบุคคลที่สิ่งเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องด้วย ตัวอย่างคือ

1. สิ่งที่เนื่องด้วยพระพุทธเจ้า เช่น พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ พระพุทธรูป พระบรมสารีริกธาตุ สังเวชนียสถานฯลฯ

2. สิ่งที่เนื่องด้วยพระสงฆ์ เช่น พระธาตุ รูปพระสงฆ์สาวกฯลฯ

3. คำสั่งสอน รูปภาพของบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ผู้บังคับบัญชา พระมหากษัตริย์ ซึ่งตั้งใจประพฤติธรรม เป็นบัณฑิต จัดเป็นสิ่งที่ควรบูชาทั้งสิ้น

การแสดงออกถึงความบูชา

1. ทางกาย ไม่ว่าจะยืนเดินนั่งนอนหรือประกอบกิจใดๆ เมื่ออยู่ต่อหน้า ท่านหรือสัญลักษณ์ตัวแทนของท่าน เช่น รูปปั้น ภาพถ่าย ก็อยู่ในอาการสำรวม

2. ทางวาจา สรรเสริญยกย่องคุณความดีของท่าน ทั้งต่อหน้าและ ลับหลัง เช่น การสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย การนำความดีของท่านไปสรรเสริญ

3. ทางใจ ตามระลึกนึกถึงคำสอนของท่านด้วยความเคารพและซาบซึ้ง

ประเภทของการบูชา

การบูชาในทางปฏิบัติมี 2 ประเภท คือ

1. อามิสบูชา คือการบูชาด้วยสิ่งของ เช่น บุตรระลึกถึงคุณของบิดามารดา ศิษย์ระลึกถึงคุณของครูบาอาจารย์ จึงบูชาด้วยการนำทรัพย์สินเงินทองของใช้ ฯลฯ ไปมอบให้ เป็นต้น การบูชาพระรัตนตรัยด้วยดอกไม้ธูปเทียน ก็จัดเป็นอามิสบูชาเช่นกัน

2. ปฏิบัติบูชา คือการบูชาด้วยการตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามคำสอน ตามแบบอย่างที่ดีของท่าน เช่น พยายามกำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ตามคำสอนของท่าน การปฏิบัติบูชานี้จัดเป็นการบูชาที่สูงสุด เพราะเป็นวิธีที่จะทำให้กาย วาจา ใจ ของเราใสสะอาด เป็นบัณฑิตตามท่านได้โดยเร็ว

ข้อเตือนใจ

สำหรับนักเรียนนักศึกษาหรือนักปฏิบัติธรรม พึงระลึกเสมอว่า สิ่งที่เราจะเรียนรู้นั้น ถ้าเราเทิดทูนบูชา ตั้งใจประคองรักษาอย่างดี ไม่นำไปล้อเลียน หรือพูดเล่น ผลของการศึกษาเล่าเรียนตลอดจนการปฏิบัติธรรมของเรา ย่อมจะมีความเจริญก้าวหน้าประสบผลสำเร็จได้อย่างน่าอัศจรรย์

ตรงกันข้าม ถ้าเราไม่เคารพแต่กลับลบหลู่ครูอาจารย์หรือสิ่งที่จะเรียนรู้ ความเข้าใจ ความซาบซึ้งที่จะปฏิบัติตามคำสอนก็หมดไป เกิดความรู้สึก ไม่อยากบูชาหรือไม่ศรัทธา ใจที่ควรจะตรึกนึกถึงธรรมะหรือบทเรียนต่างๆ ก็มืดมิด เป็นการปิดกั้นหนทางที่จะเข้าถึงปัญญา อันจะเป็นแสงสว่างส่องนำวิถีชีวิตให้ก้าวไปในทางที่ถูกที่ควรที่ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้น

อานิสงส์การบูชาบุคคลที่ควรบูชา

1. ยังความเห็นถูกที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น

2. ยังความเห็นถูกที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น

3. ทำให้มีกิริยามารยาทสุภาพอ่อนโยน น่ารักน่านับถือ

4. ทำให้จิตใจผ่องใส เพราะตรึกอยู่ในกุศลธรรมเสมอ

5. ทำให้สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ขึ้นเพราะมีความสำรวมระวัง เป็นการป้องกันความประมาท

6. ป้องกันความลืมตัวความหลงผิดได้ เพราะตระหนักอยู่เสมอว่า ผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่าตนยังมีอยู่

7. ทำให้เกิดกำลังใจและอานุภาพอย่างมหาศาล สามารถคุ้มครองป้องกันตนให้พ้นจากอุปสรรคและภัยพาลต่างๆ ได้

8. เป็นการกำจัดคนพาลให้พินาศไปโดยทางอ้อม เพราะมีแต่คนบูชาบัณฑิตผู้มีคุณธรรม

9. เป็นการเชิดชูบัณฑิตให้สูงเด่น ทำให้ท่านสามารถบำเพ็ญกรณียกิจได้สะดวกกว้างขวางยิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : palungjit
Advertisements

Advertisements

Advertisements
SHARE

Loading...
    Blogger Comment

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น