หญิงสาวเล่าประสบการณ์ทั้งน้ำตา ! แม่ "ปวดหัว" หนัก แต่ก็มองข้ามไป แต่สุดท้ายเป็น "ก้อนเนื้อ" ในสมองขั้นสุดท้าย !

Advertisements

Advertisements

หญิงสาวเล่าประสบการณ์ทั้งน้ำตา ! แม่ "ปวดหัว" หนัก แต่ก็มองข้ามไป แต่สุดท้ายเป็น "ก้อนเนื้อ" ในสมองขั้นสุดท้าย ! 

คุณ สมาชิกหมายเลข 2030228 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปได้ออกมาโพสต์แชร์เรื่องราวของตัวเองหลังจากที่มีอาการปวดหัวหนัก  จนสุดท้ายป่วยเป็นเนื้องอกในสมองชนิดที่ร้ายแรง โดยจากโพสต์ได้ระบุว่า...

      เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องคุณแม่ค่ะ  วัตถุประสงค์ในการเล่าครั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลทั้งด้านอาการ การพบแพทย์ การรักษา เพื่อให้คนที่มีอาการแบบนี้จะได้รีบไปตรวจ แค่ปวดหัวก็อย่าได้นิ่งนอนใจ เพราะก่อนหน้านี้พยายามหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ไม่ค่อยเจอคนที่เป็นโรคแบบนี้มาบอกเล่าเรื่องราวเลย เจอแต่ในเคสต่างประเทศ  จขกท.หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเกิดประโยชน์ต่อคนอื่นๆ นะคะ

ขอเล่าคร่าวๆ เกี่ยวกับคุณแม่ก่อนค่ะ

      คุณแม่อายุ 57 ปี ปกติเป็นคนร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ความดันอะไรเลย ยกเว้นเรื่องเกล็ดเลือดต่ำ ไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง คุณแม่ชอบกินผัก ผลไม้ ชอบทำบุญ ไหว้พระ สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน คุณแม่เป็นคนที่เนี๊ยบมาก ทั้งการทำงานที่ฝ่ายบัญชีของธุรกิจในครอบครัว  การดูแลบ้าน รวมทั้งมีงานอดิเรกชอบเย็บปักถักร้อย คุณแม่จึงมีอะไรทำตลอดเวลา

เดือนพฤศจิกายน

      เราเริ่มสังเกตว่าแม่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ดูซึมๆ ไม่ค่อยอยากทำกับข้าวอย่างที่ชอบทำ เอาแต่นอน  แต่เราเข้าใจว่า แม่อาจจะเหงา ที่พี่ชายไปเรียนต่อต่างประเทศตอนเดือนตุลาคม และน้องสาวเราก็อยู่ต่างประเทศเช่นกัน เหลือเราเป็นลูกคนเดียวที่อยู่กับแม่ แถมช่วงนี้แม่ชอบออกไปพบแก๊งเพื่อนบ่อยๆ เราจึงคิดว่านี่อาจจะเป็นการคลายเหงาของแม่ก็ได้

เดือนธันวาคม

      เราเห็นพฤติกรรมของแม่แปลกไปทุกทีๆ จากเป็นคนที่เนี๊ยบมาก ก็ปล่อยบ้านสกปรก กะระยะสิ่งของผิดพลาดทำให้อาหารหกเลอะเทอะ ส่วนพ่อก็เล่าให้ฟังว่าแม่ขับรถเฉี่ยวมอเตอร์ไซต์ โดยไม่รู้ตัว ตอนนั้นพอดีช่วงใกล้ๆ ปีใหม่ เราก็ได้พบกับญาติ ญาติบอกว่า แม่บ่นว่า "ปวดหัวมาเป็นเดือนแล้ว" ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จะเป็นวัยทอง หรืออัลไซเมอร์รึเปล่า เราเองเพิ่งรู้อาการจากญาติ เพราะแม่ไม่เคยพูดถึงการปวดหัวให้ฟังเลย

      พอเรารู้จึงรีบปรึกษากับพี่ชายและน้องสาวและพยายามคิดหาสาเหตุกันว่าแม่ไปกินอะไรแปลกๆ เข้ารึเปล่า เพราะปลายเดือนตุลาคม แม่ไปจีนและซื้อยาจีนแปลกๆ กลับมาด้วย ซึ่งจากพฤติกรรมทั้งหมด ดูเกี่ยวข้องกับระบบประสาทและสมองนะ  ไปหาหมอทางด้านนี้ดีกว่า และได้รับคำแนะนำชื่อหมอ จากพ่อของเพื่อนน้องที่เป็นหมอ จึงทำการนัดพบหมอ ซึ่งอยู่โรงพยาบาลเอกชนT ใกล้บ้านพอดี ได้วันนัดต้นเดือน มค. หลังจากเปิดปีใหม่เลย

ระหว่างนี้ก็เสิชหาเกี่ยวกับตัวยาจีนว่าคืออะไร ก็ได้เพื่อนที่อ่านจีนออก บอกว่าเป็นแค่ชา และมีส่วนผสมของเห็ดหลินจือ ซึ่งจากการหาข้อมูลมีหลายเคสที่กินเห็ดหลินจือแล้วเกิดอาการปวดหัว จึงเริ่มปักใจเชื่อ

เดือนมกราคม

      พาแม่ไปหาหมอครั้งแรก ที่ร.พ.T หมอตรวจเบื้องต้นทั่วไป เช่นทดสอบความแข็งแรงของแขนขา การเคลื่อนไหวของตาและประสาทสัมผัสต่างๆ หมอบอกว่าปกติดี

      เราลองถามหมอเรื่องยาจีน หมอบอกว่า มันไม่น่าเกี่ยวนะ ฤทธิ์มันไม่แรงขนาดนี้  ส่วนการเป็นวัยทองรึเปล่าก็ไม่น่าใช่ เพราะประจำเดือนหมดมานานแล้ว ส่วนอัลไซเมอร์ พฤติกรรมจะเปลี่ยนแปลง ต้องอย่างน้อย 6 เดือน แต่นี่เร็วมากภายใน 2เดือน หมอจึงคิดว่าไม่ใช่

      แม่เล่าอาการให้หมอฟังละเอียดมากขึ้นเช่นเวลาขับรถรู้สึกโลกหม่นๆ ทำงานเริ่มผิดพลาด ทำบัญชีผิดๆ ถูกๆ หมอบอกว่าสีหน้าดูอมทุกข์นะ  อาจจะเป็นโรคซึมเศร้า จึงให้ยาปรับสมดุลเคมีมากิน 1เดือน และนัดใหม่เดือนหน้า ถ้าไม่หาย จะทำการสแกนสมองMRI

      ระหว่างเดือนมค. ที่แม่กินยาโรคซึมเศร้า เรารู้สึกว่าแม่ไม่ดีขึ้น กลับเริ่มนอนตลอดเวลามากขึ้น จึงลองเสิชเกี่ยวกับตัวยา ก็มีบอกว่าอาจจะทำให้ง่วงนอน เพราะร่างกายกำลังปรับตัว จึงคิดว่าอาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ยา

ต้นกุมภาพันธ์

      ครบกำหนดไปพบคุณหมอที่รพ.T ก็บอกหมอว่า กินยาซึมเศร้าแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย หมอตรวจเช็คร่างกายภายนอกเหมือนเดิมอีกครั้ง แม่ก็ดูปกติดี หมอเริ่มกังวล เพราะหาสาเหตุไม่เจอ จึงนัดทำMRI สัปดาห์หน้า แต่พอดีเราจองที่พักไปเที่ยวต่างจังหวัด เพราะน้องสาวกลับไทยมาพอดี เลยคิดว่าถ้าให้แม่ได้เจอน้อง อะไรๆอาจจะดีขึ้น  จึงนัดพบหมอใหม่กลางเดือนกพ.พร้อมทำMRI แต่หารู้ไม่ว่านี่จะเป็นการเที่ยวด้วยกันเป็นครั้งสุดท้ายของครอบครัว...  

กลางกุมภาพันธ์

      หลังจากกลับจากเที่ยวตจว. ก็พาแม่มาพบหมอ ทำMRI  เมื่อผลMRI ออก หมอหน้าเครียดขึ้น และเปิดผลให้ดู พบก้อนเนื้อบางอย่างที่กึ่งกลางสมองค่อนไปทางขวา ขนาด 3 ซม. เราและพ่อที่นั่งฟังผลอยู่ด้วย ก็ช็อคไปตามๆ กัน

      หมอจึงถามสิทธิต่างๆ เพราะถ้ารักษาต่อที่นี่จะใช้ค่าใช้จ่ายมาก คุณแม่มีสิทธิประกันสังคมที่รพรัฐ.L คุณหมอจึงเขียนใบส่งตัวให้

      ตอนที่ออกมารอเอกสารต่างๆ ทั้งฟิล์มMRIและผลเลือด คุณแม่ก็ถามว่า เมื่อกี้หมอว่าอะไรนะ ทั้งๆ ที่แม่ก็นั่งฟังอยู่ด้วย สีหน้าแม่ดู blank มากๆ เหมือนจำเหตุการณ์เมื่อกี้ไม่ได้เลย ก็เลยบอกแม่ไปตามความจริง และบอกว่าเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีการรักษามีมากมาย ไม่ต้องกังวลนะ

      คืนนั้นกลับบ้านมาคอลหาพี่และน้องทันที และให้ดูแผ่นฟิล์มMRI ทุกคนเริ่มเครียด แต่ก็พยายามคิดว่ารักษาได้น่ะ

      วันต่อมา จึงรีบไปรพ.L แต่เช้า แต่ด้วยที่เป็นรพ.รัฐ กว่าจะได้พบหมอก็เกือบเที่ยง ที่แผนกศัลยกรรม

      หมอศัลย์บอกว่า ต้องไปพบหมออายุรกรรมที่เคยรักษาเรื่องเกล็ดเลือดต่ำก่อน เพราะอาจจะเกี่ยวข้องกับเลือดด้วย แต่วันนี้พบไม่ได้แล้วเพราะจะบ่ายแล้ว จึงต้องมาใหม่ในวันถัดไป

      เราเองก็ไม่เข้าใจ ทำไมหมอไม่ประสานกันเอง เนื้องอกในสมองไม่ใช่โรคเร่งด่วนเหรอ ก็ได้แต่ทำใจ คืนนั้นจึงหาข้อมูลเองกันสามพี่น้อง ถามเพื่อนหมอบ้าง พอดีน้องสาวมีเพื่อนที่เรียนเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ที่ญี่ปุ่น เพื่อนน้องเปิดตำราแพทย์ญี่ปุ่นให้ดูว่าผลMRIมันคล้ายๆ กับโรค Glioblastoma (GBM) เลยนะ

หนังสือตำราแพทย์ญี่ปุ่น

      หลังจากนั้นจึงลองเสิชข้อมูลเกี่ยวกับโรคGBM ดู พบว่า เป็นเนื้องอกในสมองที่รุนแรงที่สุด ไม่มีสาเหตุ หากไม่รักษาจะเสียชีวิตใน 6 เดือน แต่หากรักษา เช่นผ่าตัด ฉายรังสี ทานยา จะเสียชีวิตใน 12-14เดือน

      มันดูเป็นโรคที่รุนแรงมาก จนจิตนาการไม่ออกเลย เราเองก็คิดว่า จะใช่เหรอ ประวัติครอบครัวไม่มีใครเป็นโรคร้ายแรงสักคนเลยนะ ก็ได้แต่ภาวนาขอให้ไม่ใช่

      เราและพี่น้อง ไม่กล้าบอกคุณแม่ ได้แต่บอกว่าให้คุณแม่สู้ๆ แต่คุณแม่ตอบกลับมาด้วยเสียงที่แหบ และเบา ว่า ไม่รู้สู้อยู่กับอะไร

      วันถัดมา ไปพบหมอแผนกอายุรกรรม ที่รพ.L หมอบอกว่า ดูจากผลMRI เขียนว่ามีโอกาสเป็น GBM  และ CNS Lymphoma แต่หมอจะให้ยาเลยไม่ได้ ต้องตรวจชิ้นเนื้อก่อน แต่มันอยู่กลางสมอง ทำยากมาก แล้วหมอก็เงียบ เราจึงถามหมอว่า อ้าวงี้จะทำไง หมอก็บอกว่า ต้องไปถามหมอศัลย์...เราก็แบบเฮ้ย จะไม่มาเสียเที่ยวแบบเมื่อวานแล้วนะ ให้รอ 3-4 ชม. แล้วโยนคำตอบกันไปมาแบบนี้เนี่ยนะ เราเลยบอกหมอว่า ทำยังไงให้ได้คำตอบเร็วที่สุด หมอบอกว่า งั้นแอดมิทละกัน จะได้ไม่เสียเวลารอแบบนี้ วันนั้นก็เลยให้แม่แอดมิทเลย เพราะแม่เริ่มดูแย่ลงทุกวันๆ

เดือนมีนาคม

      ในที่สุดก็ได้คิวผ่าตัด เจาะเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ หาสาเหตุของโรค ตอนต้นเดือนมีนาคม

      ก่อนเจาะ ทุกคนในครอบครัวเป็นกังวลมาก เพราะเจาะสมองในส่วนที่ลึกที่สุด ถึงจะไม่มีความรู้ด้านการแพทย์ ก็ต้องรู้ว่าอันตรายมากแน่ๆ ตอนหมอมาคุยกับพ่อ หมอบอกไม่ค่อยละเอียด จนเราขอคุยกับหมออีกรอบทางโทรศัพท์ สอบถามถึงวิธีการ ความปลอดภัยต่างๆ

      หมอบอกว่า แน่นอนว่า การผ่าตัดย่อมต้องมีความเสี่ยง   แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ มีเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงอยู่ เป็นเข็มพิเศษ ที่ใช้เนวิเกเตอร์นำทาง มีการคำนวณหลบหลีกเส้นเลือด และเส้นประสาทได้แม่นยำ แต่ต้องเสียค่าเข็มเจาะเพิ่มอีก 20,000 บาท ไม่รวมอยู่ในสิทธิประกันสังคม

      เรื่องจ่ายเงิน ไม่เป็นปัญหาของครอบครัวเราค่ะ แต่ก็คิดๆ ดูว่าแล้วถ้าคนไม่มีเงิน เข้าจะไม่มีสิทธิในการรักษาที่ดีเลยเหรอ อืม...

      ถึงแม้หมอจะพูดมาแบบนั้น เราเองก็ยังไม่สบายใจ เลยไปปรึกษาหมอที่รพ.S ที่เป็นร.ร.แพทย์ชื่อดังประกอบด้วย

      ตอนไปพบหมอรพ.S พร้อมผลMRI หมอก็พูดแบบเดียวกันว่ามี โอกาสเป็นทั้งสองโรค คือ CNS Lymphoma และ GBM ยังไงก็ต้องเจาะชิ้นเนื้อ แต่หมอขอภาวนาให้เป็น CNS นะ เพราะในปัจจุบันมีตัวยาที่ตอบสนองต่อโรคนี้ได้ดีกว่า

ค่าความสบายใจ 1,000 บาท

วันเจาะชิ้นเนื้อ

      พยาบาลเอาแชมพูสระผมฆ่าเชื้อมาสระให้ก่อน และรอเข้าห้องผ่าตัดช่วงบ่าย  การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 4-5 ชม. แม่ออกมาประมาณ 5โมงเย็น

      ตอนเข้าไปหาแม่ เห็นแม่ลืมตาแล้ว ก็ตกใจว่า ทำไมฟื้นเร็วจัง แต่พอเข้าไปหา แม่ดูยังมึนๆ งงๆ ไม่พูดอะไรเลย ดูหนาว เพราะเอามือสอดไว้ใต้ผ้าห่มตลอดอาจจะเพราะฤทธิ์ยา  เลยบอกแม่ให้นอนพักผ่อนนะ

      หลังผ่าตัด หมอจ่ายยาสเตียรอยให้ ช่วงแรกจะให้ปริมาณมากแล้วจะลดยาลงเรื่อยๆ เพราะยาสเตียรอย ถึงแม้จะมีข้อดีมาก แต่ก็มีผลเสียต่อร่างกายเช่นกัน

      ในช่วง 3 วันแรก แม่ฟื้นตัวเร็ว ดู Alert ตลอดเวลา อยากเดินไปนู้นไปนี่ อยากเจอคนนั้นคนนี่ ถามถึงพี่ชาย ว่าไม่มีเยี่ยมเหรอ (พี่เรียนอยู่ญี่ปุ่น แม่ไปส่งที่สนามบินด้วย ช่วงเดือนต.ค.) และพอถามถึงเรื่องการผ่าตัด แม่จำอะไรไม่ได้เลย ดูเหมือนแม่จะจำเรื่องราวตั้งแต่เดือนต.ค.ปีที่แล้วไม่ได้เลย  แม่นอนรพ.ประมาณ 5 วัน แม่ก็ได้ออกจากรพ.กลับมาพักฟื้นที่บ้าน เพื่อรอผลการเจาะชิ้นเนื้อในอีก 2 สัปดาห์

      หลังจากกลับมาบ้านได้ 2 วัน แม่เริ่มมีอาการกลับไปซึมเหมือนเดิม เริ่มไม่รู้สึกตัว เริ่มทำอะไรเองไม่ได้ พอดีตรงกับวันนัดตัดไหม เลยแจ้งพยาบาลว่าต้องการพบหมอด้วย เพราะรู้สึกว่าอาการแย่ลง วันนั้นผลตรวจ คือ สมองมีอาการบวม เลยให้ยาสเตียรอยเพิ่ม และกลับบ้านไป

      และแล้วก็ถึงวันฟังผลตรวจ หมอบอกว่าส่งไปตรวจ 2 แล็ป ซึ่งผลออกมาไม่ตรงกัน

แล็ป 1 บอกว่า เป็น GBM

แล็ป 2 บอกว่า เป็น CNS

อ้าว...

      แต่หมอบอกว่าหมอเชื่อ แล็ป1 เพราะตรวจเป็นอาจารย์หมอด้านนี้โดยเฉพาะ ส่วนแล็ป 2 เหมือนไม่ได้ย้อมสีอะไรสักอย่าง หมอก็เลยบอกว่าเอางี้ละกัน เดี๋ยวส่งแล็ป 2 ให้ไปย้อมสีก่อน แล้วรอฟังผลใหม่ สัปดาห์หน้า คือปลายมีนาคม     

      คุณหมอยื่นกระดาษที่เขียนชื่อโรคให้ 2 โรค แล้วบอกว่าไปเสิชอาการของโรคในอินเทอร์เน็ตเองนะ เราเองก็เข้าใจคุณหมอแหละว่า มันเป็นโรคร้ายแรงจนหมอไม่กล้าพูดต่อหน้าคนไข้ เพราะเราเสิชหาข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว แม้ใจจะบอกว่า ขอให้ไม่ใช่เถอะ แต่ยิ่งตรวจ ก็ยิ่งเป็นการพิสูจน์ว่ามันใช่

      พอได้ใบนัดมา พยาบาลเปลี่ยนนัดให้เป็นอีกสองสัปดาห์ คือต้นเดือนเมษายน เพราะบอกว่าผลแล็ปส่งตรวจของเอกชน ส่วนใหญ่จะต้องรอ 2 สัปดาห์ ถึงมาหาหมอสัปดาห์หน้า ก็ไม่ได้อะไร

      สรุปว่าที่รอมา 2 อาทิตย์ ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย...แล้วยังต้องรออีก 2 อาทิตย์ เมื่อไรจะได้เริ่มรักษา ณ ตอนนั้น เริ่มเบื่อกับการรอคอยที่ให้ความหวัง แต่ไม่ได้อะไรเลย อาการแม่ตอนนี้ ยังทรงตัวเพราะได้รับยาสเตียรอยช่วยไว้  แต่พูด อ่าน เขียนไม่ได้แล้ว ได้แต่ฟังอย่างเดียว และพยักหน้ารับ

      กระดาษที่ลองให้แม่เขียนชื่อตัวเอง ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนแม่เป็นคนลายมือสวยมากๆ แต่ตอนนี้เขียนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

      หลังจากวันนั้น ได้กลับบ้านมาเสิชชื่อหมอที่ทำการตรวจผลแล็ป 1 ก็พบว่าเป็นอาจารย์หมอที่ศึกษาเรื่องโรคGBM มานานแล้ว ก็เลยเริ่มเชื่อว่าอาจจะเป็นGBM จริงๆ ณ ตอนนั้น คนที่รู้เรื่องโรค GBM มีแค่เราสามพี่น้อง ที่รู้ว่า ยังไงก็รักษาไม่หาย มีแค่การประคับประคองอาการเท่านั้น ยังไม่ได้บอกพ่อในเรื่องนี้ เพราะพ่อยังเชื่ออยู่ว่า เดี๋ยวก็รักษาหาย

ปลายเดือนมีนาคม

      จู่ๆ แม่ก็เกิดอาการกินข้าวกินน้ำไม่ได้  เหมือนกลืนไม่เป็น อะไรที่เอาเข้าปาก ก็คายออกหมด เรารู้สึกว่า นี่ไม่ใช่ล่ะ แปลกมากแล้ว ตอนเย็น 2 ทุ่มเลยพาแม่ไปรพ.ทันที

      ด้วยระบบของรพ.รัฐที่มีขั้นตอนเยอะมาก กว่าจะได้แอดมิท ก็ตี 2  ผลตรวจพบว่า แม่มีอาการสมองบวมมากขึ้น ส่วนเนื้องอกยังขนาดเท่าเดิม คืนนั้นหมอได้ทำการฉีดสเตียรอยเข้าเส้นเลือดเลย และแม่ก็หลับไป คืนนั้นเรากับพ่อก็กลับบ้าน

      วันต่อมาหลังจากไปเยี่ยมแม่ที่รพ. เราตัดสินใจบอกพ่อ

      แม่เป็นเนื้องงอกในสมองชนิด GBM (Glioblastoma) ซึ่งเกิดจากเซลล์ในสมองเอง ทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด ไม่มีวิธีการรักษาที่ทำให้หายขาดได้ในปัจจุบัน หากไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ได้เฉลี่ย 3-6 เดือน ส่วนถ้าได้รับการรักษาอายุเฉลี่ยคือ 1 ปี มีเพียง 7% ที่อยู่ได้ 3 ปี และ 4% ที่อยู่ได้ 5 ปี เราและพี่น้อง ภาวนาให้แม่อยู่ใน 4% นั้น

      พ่อเงียบไป ไม่รู้เหมือนกันว่าในใจพ่อคิดอะไรอยู่

      วันต่อมา หมอนัดพบด่วน บอกว่าคงรอผลแล็ปอีกอันไม่ได้แล้ว หมอขอเชื่อผลแล็ป 1 ที่บอกว่าเป็น GBM  และจะเริ่มทำการฉายรังสี ที่สถานพยาบาลมะเร็ง ในวันเสาร์นี้ทันที ซึ่งการพยากรณ์ของโรคไม่ดี หมอพูดแบบที่เราบอกพ่อ (พ่อมาบอกทีหลังว่า ดีที่เราบอกพ่อก่อน เพราะทำใจมาแล้ว)

      หมอบอกว่า การรักษา มีการฉายรังสีอย่างเดียว หรือร่วมกับการให้ยา แต่การให้ยามีความเสี่ยงสูงมาก เพราะยาจะไปทำลายเม็ดเลือด ขนาดคนที่ยังเดินได้ ให้ยาไป ก็ดีขึ้นได้อีกแค่ 2 เดือน ประกอบกับตัวยา ราคาประมาณ 6 - 8 แสนบาท และมียาตัวรอง ที่เกรดต่ำกว่า ราคาหล้กหมื่น แต่อาจจะไม่ดีเท่า

      หมอให้เลือกว่าจะใช้ยาหรือไม่ เลยตัดสินใจไปว่า ไม่ใช้ดีกว่า เพราะแม่มีปัญหาเรื่องเลือดอยู่ ถ้าใช้ยาไปต้องแย่แน่ๆ พ่อบอกว่าเอาเงินแสนนั้น พาแม่ไปเที่ยวให้มีความสุขดีกว่ามาทุกข์กับโรค

31 มีนาคม

      รถรพ.Lพาไปสถานพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ(แถว BTS อารีย์) ระหว่างรอพบหมอ ก็คุยกับแม่ว่า หิวรึเปล่า วันนี้มาหาหมอฉายรังสีนะ เดี๋ยวก็หายแล้ว ไม่ต้องกลัว แม่ก็พยักหน้า เหมือนจะเข้าใจ

      ขั้นตอนการรักษา หมอจะสอบถามอาการ ความเป็นมาต่างๆ ก่อน  อาการของแม่ตอนนี้ คือพูดไม่ได้แล้ว แต่สามารถรับฟัง ทำตามคำสั่งต่างๆ ได้ เช่นให้ยกแขน ยกขา ทำได้ แต่ช้าหน่อย หมอบอกว่าที่พูดไม่ได้เพราะสมองบวมไปกดส่วนควบคุมการพูดอยู่ ถ้าลดลง ก็อาจจะกลับมาพูดได้

      ก่อนหน้านี้ พี่ชายได้ค้นข้อมูลวิธีการฉายรังสีของโรค GBM มาว่ามีวิจัยในตปท. ใช้วิธีแบบฉายแสงไปในจุดที่คาดว่าเนื้องอกจะลามไปก่อนจะช่วยควบคุมเนื้องอกได้  แต่ไม่รู้ว่าในไทยมีการใช้วิธีนี้รึยัง ก็เลยเอามาถามหมอด้วย หมอบอกว่า แน่นอน โรคนี้ต้องฉายรังสีในวงกว้าง แต่เราจะทำหน้ากากกันรังสีด้วย เพื่อมาร์กตำแหน่งในการฉาย เพราะแต่ละจุดต้องคำนวณความเข้มข้นต่างกัน และช่วยป้องกันอวัยวะส่วนอื่นๆ

      ค่าใช้จ่ายในการทำหน้ากาก 4000 บาท ไม่อยู่ในสิทธิประกันสังคม

      หลังจากจ่ายเงิน หมอให้ทำMRI  อีกครั้ง และ ทำหน้ากาก ซึ่งหน้ากากจะใช้เวลาคำนวณค่าต่างๆ 1 สัปดาห์

      วันนี้ ก็กลับรพ. L ไปโดยที่ยังไม่ได้เริ่มรักษา แม่นั่งรถพยาบาลกลับไปกับพ่อ ส่วนเราไปทำงานต่อ พ่อบอกว่าแม่กลับมาก็กินเค้กไปเยอะมาก เพราะยังไม่ได้กินไรตั้งแต่เช้า ทุกอย่างดูปกติดี ความหวังเริ่มมาแล้ว

ตอนค่ำๆ เราเลิกงาน เลยว่าจะแวะไปหาแม่ แต่พ่อบอกว่า พ่อกลับมาแล้วเพราะแม่หลับ ไม่ต้องไปกวนหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปเยี่ยมพร้อมกันตอนเที่ยง เราก็โอเคเลยตรงกลับบ้านเลย โดยที่ไม่รู้เลยว่า เมื่อเช้าที่ผ่านมาจะเป็นวันสุดท้ายที่ได้คุยกับแม่...

1 เมษายน

      ความหวังพังทลายลง มีโทรศัพท์เข้ามาเกือบเที่ยงปลายสายแจ้งว่า จากรพ.L แม่อาการไม่ดีตั้งแต่ 7โมงเช้า ต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน เห็นญาติยังไม่มาสักที เราก็เลยบอกว่า ไม่มีใครโทรมาบอกเลยนะ พยาบาลบอกว่าสงสัยเป็นช่วงเปลี่ยนเวรพอดี แล้วนึกว่าพยาบาลเวรก่อนหน้านี้แจ้งแล้ว แล้วก็บอกพยาบาลว่า ให้ทำการรักษาเลย ไปไม่ทันไม่เป็นไร เพราะบ้านห่างจากรพ. 30 - 40 นาที

      ระหว่างนั่งรถ ก็รีบโทรบอกญาติ ที่บ้านใกล้รพ. ว่าให้ช่วยไปรพ.ด้วย พอไปถึงรพ. เราลงไปก่อนคนเดียว ส่วนพ่อไปหาที่จอดรถ พอไปถึง ก็เห็นพยาบาลเกือบทั้งวอร์ดยืนอยู่ที่เตียงแม่เราคนเดียว มันเป็นภาพที่ยังจำติดตาจนถึงวันนี้ มีเครื่องมือแพทย์เต็มไปหมด สายระโยงระยาง เหมือนภาพในหนัง เรายืนนิ่งตัวสั่น พยาบาลกวักมือเรียกเป็นสัญญาณว่าเข้ามาได้ เราค่อยๆ เดินเข้าไป สะกดอารมณ์ตัวเองไว้ และถามว่าเกิดอะไรขึ้น แม่เป็นแบบนี้ได้ยังไง

      พยาบาลบอกว่าช่วงเช้าเห็นแม่มีอาการซึมลง และไม่ได้สติ เลยแจ้งหมอ หมอจึงทำ CT scan พบเลือดออกในสมอง ทำให้ต้องเข้ารับการผ่าตัดระบายเลือดออก

      เหตุการณ์ทุกอย่างเหมือนฉากในหนังมากๆ แม่ที่ไม่ได้สติ ถูกพยาบาลย้ายเตียงไปเตียงเข็น ไปลงลิฟท์ไปยังห้องผ่าตัด เรากุมมือแม่ บอกแม่ตลอดทาง ว่า เรามาแล้วนะ ถึงมือหมอแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ จนส่งเข้าห้องผ่าตัดไป

      พยาบาลบอกว่า เดี๋ยวให้ขึ้นไปเก็บของใช้ส่วนตัวของแม่ เดี๋ยวออกมาจะย้ายไป ICU แล้วพ่อกับญาติๆ ก็ตามมา

      ระหว่างรออยู่ ICU ก็โทรหาพี่ชายที่อยู่ญี่ปุ่น เล่าทุกอย่างที่พยาบาลบอกมาให้ฟัง และบอกให้กลับมาเถอะ สถานการณ์แย่มากๆ พูดไปก็เสียงสั่น ร้องไห้ ส่วนน้องสาวที่อยู่ญี่ปุ่นเหมือนกัน ก็มีกำหนดกลับไทยอีกห้าวันข้างหน้าอยู่แล้ว

      ผ่านไปสองชม. รถเข็นแม่ก็มาเข้าห้อง ICU ไป เห็นแม่ยังหลับอยู่ พยาบาลบอกว่าให้รอแป๊ปนึง เดี๋ยวหมอมาจะเรียกเข้าไป

      สักชม.นึงพยาบาลก็เรียกเข้าไป  หมอบอกว่า ตอนนี้แม่ยังไม่ได้สติ ต้องรอฟื้น ส่วนการผ่าตัดระบายเลือดออกเป็นไปได้ด้วยดี อาการอาจจะเกิดขึ้นจากการฉายรังสีเมื่อวาน ทำให้เลือดออก พอฟังถึงตรงนี้เราก็ เอ๊ะ เมื่อวานยังไม่ได้เริ่มฉายเลยนะ แค่ไปทำหน้ากากเฉยๆ  หมอเลยบอกว่า อ้าว ถ้างั้นก็ไม่มีสาเหตุแล้วละ เพราะโรค GBM มันรุนแรงอยู่แล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด มันอยากจะแตกก็แตก อยากจะเลือดออกก็ออกได้เลย

      การรักษาหลังจากนี้ ต้องรอแม่ฟื้นอย่างเดียว ถึงจะรักษาต่อได้

      เย็นวันนั้น พี่ชายจองตั๋วเครื่องบินกลับไทยในวันพรุ่งนี้

      3 วันหลังการผ่าตัด แม่ยังคงมีอาการตอบสนอง เช่นไอ สำลัก ขยับแขนขาบ้าง แต่ยังไม่ฟื้น

      ทุกวัน ระหว่างมาทำงาน เราเฝ้ารอโทรศัพท์จากรพ. ว่าแม่ฟื้นแล้ว แต่ก็ไม่มี...

      จนเข้าวันที่ 4 จู่ๆ แม่เริ่มดื้อยา ติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ มีอาการซึมลง ความรู้สึกตัวต่ำ เรากับพี่รู้สึกว่าแม่แปลกๆ ไป เลยแจ้งหมอเวร หมอเวรทำการตรวจเบื้องต้นพบว่า รูม่านตาไม่ตอบสนองต่อแสง จึงทำการส่งไปสแกนสมองอีกครั้งและแจ้งหมอเจ้าของไข้ หมอบอกว่า สมองบวมจนกดทับก้านสมอง หลังจากนี้จะเข้าสู่ภาวะสมองตาย

ภาวะสมองตาย ก็คือ ตาย

      หากสมองตายเท่ากับตาย ไม่มีทางฟื้นได้ การตายโดยทั่วไปเริ่มจากหัวใจหยุดเต้นแล้วสมองจึงขาดเลือดและเริ่มตาย แต่ในกรณีของคุณแม่ สมองเริ่มตายก่อน แต่หัวใจทำงานเป็นอิสระจากสมอง หากหัวใจได้รับออกซิเจนจากเครื่องช่วยหายใจ หัวใจก็ยังคงเต้นอยู่ได้ แต่ก็ไม่ตลอดไป

      แน่นอนว่าเรื่องการบริจาคอวัยวะ ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่ครอบครัวคิดกันว่าอยากให้แม่ทำบุญยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้าย เพราะการเกิดภาวะสมองตาย ไม่ใช่จะเกิดกันง่ายๆ จึงได้ปรึกษาคุณหมอ คุณหมอได้ทำการเช็คเบื้องต้นให้ว่าสามารถบริจาคอวัยวะได้หรือไม่ แต่ผลสรุปก็ไม่สามารถบริจาคได้ เพราะอายุเยอะเกินไป รวมทั้งกระจกตาก็ไม่สามารถบริจาคได้ เพราะตอนนี้กระจกตามีความขุ่นแล้ว

      หลังจากวันนั้น ร่างของคุณแม่นอนสงบนิ่ง ไร้การตอบสนองใดๆ มีเพียงการแนบหูกับอกของแม่ฟังเสียงหัวใจเต้นเท่านั้น จึงจะรับรู้ถึงการมีชีวิตอยู่ของแม่ การไปเยี่ยมแม่ทุกวันคือการที่ดูร่างของแม่ตายอย่างช้าๆ อัตราการเต้นของหัวใจ และความดันชีพจรของคุณแม่ลดลงในแต่ละวัน เป็นช่วงเวลาที่ยากจะอธิบาย มีความรู้สึกต่างๆปะปนไปในแต่ละวัน

      13 เมษายน เวลา 1 นาฬิกา ทางโรงพยาบาลโทรแจ้งมาว่า คุณแม่ได้จากไปอย่างสงบ

      ทั้งที่รู้ว่าไม่วันใดก็วันหนึ่ง เราต้องจากกัน แต่คืนนั้นทุกคนในบ้าน ไม่มีใครนอนหลับ

      เช้าวันนั้น เราทุกคนเข้าไปกราบลาแม่เป็นครั้งสุดท้าย สีหน้าของแม่นิ่งสงบ ผิวของแม่ยังคงนิ่มและอุ่นอยู่

      ความตายของแม่เป็นความตายที่เงียบสงบ ไม่มีความเจ็บปวดใดๆ เหมือนกับการนอนหลับไปตลอดกาลเท่านั้น

      คุณแม่จากไปเมื่ออายุ 58 ปี หากคิดเป็นวันคือ 21,302 วัน หากคิดเป็นชั่วโมงคือ 511,248 ชั่วโมง พวกเราไม่รู้ว่าคุณแม่มีความสุขกับช่วงเวลา 5 แสนกว่าชั่วโมงนี้หรือไม่ แต่พวกเรา ทั้งลูกๆ ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆ ของคุณแม่ต่างมีความสุข ที่ได้มีคุณแม่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของพวกเรา

ด้วยรัก จากลูกของแม่

      สำหรับเรื่องนี้ก็คงเป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ที่อยากให้ทุกท่าน อ่านและดูไว้เป็นอุทาหรณ์นะคะ อาการปวดหัวไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่มองข้ามได้ หากปวดบ่อยๆ ควรพบแพทย์จะดีที่สุดนะคะ


ขอขอบคุณที่มาจาก : สมาชิกหมายเลข 2030228
Advertisements

Advertisements

Advertisements
SHARE

Loading...
    Blogger Comment

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น