งานบวช หรืองานบาป (จากเรื่องจริง ให้แง่คิดคนที่จัดงานบวช)

Advertisements

Advertisements

งานบวช หรืองานบาป (จากเรื่องจริง ให้แง่คิดคนที่จัดงานบวช)

มีบ้านหลังหนึ่งได้ล้มวัวแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่ง เพื่อจัดงานบวชปรากฎว่าพอฆ่าแม่วัว แล้วเอาโครงกระดูกไปทิ้ง ลูกวัวก็มาร้องให้ที่โครงกระดูกแม่

พอมีการนำนาค เดินรอบโบสถ์ก่อน3รอบ ลูกวัวตัวนั้นมาร้องขัดขวางไม่ให้เข้าโบสถ์ พ่อของนาคสั่งให้ลูกน้องจับไปขังไว้ ลูกวัวก็หนีออกมาร้อง มอ มอ ขัดขวางไม่ให้เข้าโบสถ์อีก เลยจับลูกวัวไปมัดไว้ก็ยังหนีออกมาร้องอีก

พ่อของนาคทนไม่ไหวเลยยิงลูกวัวทิ้งเลยกลายเป็นว่าตายทั้งแม่วัวและลูกวัว แล้วท่านทั้งหลายจะคิดว่าจะได้บุญจากการบวชไหม แบบนี้เรียกว่าเจตนาชั่ว คือเริ่มต้นก็ทำบาปก่อนแล้ว แล้วจะได้บุญได้อย่างไร

งานบวชไม่สำคัญหรอกนะ แต่สำคัญว่าบวชมาแล้วตั้งใจปฏิบัติตามพระธรรมวินัย นั่นล่ะเรียกว่าบวชเพื่อหนีสงสาร ตั้งใจพ้นทุกข์คือพระนิพพาน
ฆ่าสัตว์ ในงานบวชไม่มีอานิสงส์

ผู้ถาม : การบวชให้อยู่วัดก่อนบวช คือการท่องบ่นสวดมนต์แล้วก็ปฏิบัติพระ ใช่ไหมคะ…….?

หลวงพ่อ : การอยู่วัดก่อนบวช เขาไม่ได้สวดมนต์เฉย ๆ เขาจะ ต้องเจริญพระกรรมฐาน และต้องปฏิบัติ ให้อารมณ์จิตดีด้วย คือ เข้าถึงธรรมพอไหม ถ้าไม่พอไม่ให้บวช

พระพุทธเจ้าทรงสั่งไว้แบบนี้นะถ้ารู้สึกว่ายาก ก็ตัดสินใจไม่ให้บวชเลยก็หมดเรื่อง
ถ้าพิจารณาแล้วว่าควรจึงให้บวช ขึ้นชื่อว่าบวช นี้มีความหมายมากเหลือเกิน ใครมีลูกชายก็อยากจะให้บวช แต่ถ้าบวชแล้วไม่ประพฤติตามพระธรรมวินัยก็น่าหนักใจเหมือนกัน แทนที่จะได้บุญกุศลมหาศาล ก็จะพาลให้ลงนรก มันไม่คุ้มกันเลย

และอีกประการหนึ่งการจะบวชลูกหลานเข้าไว้ในพระพุทธศาสนา ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจจะเอาบุญ คือทำกันตามพระเพณีเป็นสำคัญ พอเริ่มจัดงานก็มีการฆ่าไก่บ้าง ฆ่าปลาบ้าง ฆ่าหมูบ้าง ฆ่าวัว ฆ่าควายบ้าง เอาสุราเมรัยมาเลี้ยงกันบ้าง ถ้าท่านทั้งหลายจัดการอุปสมบทบรรพชา หรือว่า บำเพ็ญกุศลส่วนใดส่วนหนึ่งก็ดี ทำกันตามประเพณีแบบนี้
ก็จะได้ชื่อว่าไม่มีอานิสงส์อะไรเลย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะมีเจตนาชั่ว คือเริ่มต้นก็ ทำบาปก่อนแล้ว พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า “ถ้าจิตเป็นอกุศล กุศลใด ๆ ที่ตนคิดว่าจะทำ มันก็ไม่ปรากฏ”

“ในการใด ถ้าเราจะบำเพ็ญกุศลบุญราศรีให้ปรากฏเป็นผลดีก็ขอให้การนั้น เป็นการที่บำเพ็ญ บุญกุศลจริง ๆ”

ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง จงเว้นกรรมที่เป็นกุศลเสียให้หมด งดสิ่งที่เป็นกรรมชั่วทุกประการ อย่าให้ปรากฏมี เวลาเริ่มงานขึ้นมาสักที่ กรรมใดที่เป็นอกุศล เช่น การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตก็ดี การเลี้ยงสุรา ก็ดี อย่างนี้จงงดไว้ ตั้งใจเฉพาะบำเพ็ญกุศลอย่างนี้ จึงเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่อง

ทีนี้สมมติว่าลูกหลายที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ยินดีในการปฏิบัติความดีในด้านพระธรรม วินัยยินดีในการเจริญพระกรรมฐาน เกิดความชุ่มชื่นในการปฏิบัตินั้น อานิสงส์ย่อมเกิดแก่ผู้นั้น องค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปรียบไว้ว่า

“ท่านผู้ใดก็ดี อุปสมบทบรรพชาเข้ามาแล้ว ในพระพุทธศาสนาวันหนึ่งทำจิตใจว่างจากกิเลส เพียงวันหนึ่งชั่วขณะจิตเดียว”

นี่หมายความว่า วันหนึ่งมีเวลา ๒๔ ชั่วโมง เวลานอกนั้นจิตก็ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ต่าง ๆ แต่ว่า ตอนปฏิบัติพยายามควบคุมกำลังใจ ไม่พลั้งพลาดจากพระธรรมวินับหรือเวลาใดเวลาหนึ่งก็ตาม ในวันนั้นทำ สมาธิจิตให้เกิดขึ้น จะเป็นทรงอารมณ์สมาธิก็ตาม หรือจิตผ่องใสทางด้านวิปัสสนาญาณก็ตาม วันหนึ่งเพียงชั่ว ขณะจิตเดียว จิตโปร่งจริง ๆ ขณะนิดเดียว นาทีหนึ่งหรือสองนาทีก็ตาม แต่ว่าทำได้ทุกวัน ไม่จำกัดเวลา อย่าง นี้พระพุทธเจ้ากล่าว่า

“ท่านผู้นั้นบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา แม้แต่เพียง ๑ วันก็ย่อมมีอานิสงส์ดีกว่าพระที่บวช เข้ามาในพระพุทธศาสนาตั้ง ๑๐๐ ปี มีศีลบริสุทธิ์ไม่บกพร่อง แต่ก็ไม่ได้เคยเจริญสมาธิจิตเลย” ท่านบอกว่า “อานิสงส์อันนี้ จะคูณด้วยกำลังของแสน” เพราะอาศัยอารมณ์ที่มีความชื่นบาน มีความผ่องใส มีความพอใจ มีธรรมปิติ

อาศัยลุกชายของ ตนประพฤติดี ประพฤติชอบ ในระบอบพระธรรมวินัย ทุกคนจะมีอานิสงส์มากขึ้น หมายความว่า ถ้าเป็นเทวดา หรือพรหม ก็มีรัศมีกายผ่องใสขึ้น จะเพิ่มความสุขยิ่งขึ้น


ขอบพระคุณแหล่งที่มา : คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุง
Advertisements

Advertisements

Advertisements
SHARE

Loading...
    Blogger Comment

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น