รสขม แต่มากสรรพคุณทางยา ผักสมุนไพรพื้นบ้าน ต้านมะเร็ง

Advertisements

Advertisements

รสขม แต่มากสรรพคุณทางยา ผักสมุนไพรพื้นบ้าน ต้านมะเร็ง 

หวานเป็นลม ขมเป็นยา น่าจะตอบโจทย์สรรพคุณของพืชผักอย่างสะเดาได้เป็นอย่างดี สะเดาเป็นผักพื้นบ้านที่มีรสขม หลายๆ คนที่เคยได้ชิมน่าจะนึกภาพออกว่าขมมากแค่ไหน และครั้งแรกที่ได้ชิมรู้สึกเช่นไร แต่อย่าเพิ่งขยาดกลัวการกินสะเดาไปนะคะ เพราะหากว่า คุณได้รู้สรรพคุณว่าเป็นยาดีแค่ไหน คุณจะต้องเปลี่ยนใจแน่นอน

1. ดีท็อกซ์สารพิษในเลือด

ดื่มน้ำต้ม หรือชาชงใบสะเดาช่วยให้เลือดสะอาด ล้างพิษในกระแสเลือด ส่งเสริมการทำงานของตับ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยรักษาระดับของน้ำตาลในเลือด ส่งเสริมการไหลเวียนเลือด และสุขภาพของระบบทางเดินอาหาร

2. รักษาโรคทางผิวหนัง

สารออกฤทธิ์ในใบสะเดา มีสรรพคุณ ต้านเชื้อโรคร้ายต่างๆ และต้านการอักเสบ โดยเฉพาะ Gedunin และ nimbidol ที่มีในใบสะเดา พบว่ามีประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ ต้านเชื้อราสูง ช่วยทำลายเชื้อราที่เป็นสาเหตุเชื้อราที่เท้า เชื้อราที่เกิดขึ้นที่เล็บมือ หรือเล็บเท้า กลาก-เกลื้อน หิด เริม แผลจากโรคสะเก็ดเงิน(เชื้อแบคทีเรีย) ได้เป็นอย่างดี

3. รักษาไข้มาลาเรีย

สารเคมีกลุ่มลิโมนอยด์ (Limonoids) ได้แก่ สารเกดูนิ และ นิมโบลิดี ในใบและเมล็ดสะเดา สามารถยับยั้งเชื้อฟัลซิปารัม (P.Falciparum) ซึ่งเป็นเชื้อไข้มาลาเรียดื้อยาชนิดหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ­­­ และสารนี้มีความเป็นพิษต่ำ

4. เป็นยารักษาโรคไขข้อ

ขอบใบสะเดา เมล็ดสะเดา และเปลือกต้น เป็นส่วนที่นำมาใช้เป็นยารักษาโรคไขข้อได้ โดยช่วยลดอาการปวด และบวมในข้อมีการสกัดน้ำมันใช้ทาในบริเวณที่มีอาการปวดกล้ามเนื้­­­อ ปวดข้อ และอาการปวดหลังช่วงล่าง และรักษาอาการของโรครูมาตอยด์ โรคเกาต์ โรคกระดูกพรุน

5. ช่วยย่อยอาหาร

ใบสะเดา สามารถนำมาทำเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยได้ เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำดี ที่จะมีผลให้กระเพาะย่อยอาหารได้ดีขึ้น อีกทั้งน้ำดีที่ถูกกระตุ้นสร้างออกมานั้น จะช่วยย่อยอาหารประเภท­­­ไขมันได้ดีขึ้นด้วย

6. บำรุงสุขภาพช่องปาก

สะเดาเป็นพืชที่มีสรรพคุณบำรุงเหงือกและฟัน จึงนิยมนำมาสกัดเป็นส่วนผสมในยาสีฟันทั่วไป จึงช่วยรักษาโรครำมะนาด โรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก ลดอาการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก ช่องปากสุขภาพดี

7. ลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง

มีผลวิจัยบางชิ้นเผยว่า สารพอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides) และสารลิโมนอยด์ (Limonoids) ที่พบในเปลือก ใบ และผลสะเดา มีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอก และมะเร็ง โดยไม่ก่อผลข้างเคียงใดๆ

8. รักษารังแค

รวมถึงอาการคันหนังศีรษะ โดยใช้น้ำต้มใบสะเดาล้างหลังสระผมแล้ว จะช่วยรักษารังแค กำจัดแบคทีเรียบนหนังศีรษะ แก้อาการคัน หนังศีรษะแห้งเป็นขุยได้

9. ป้องกันโรคเบาหวาน

สะเดามีคุณสมบัติยับยั้งการผลิตอินซูลินได้กว่าร้อยละ 50 ป้องกันโรคเบาหวาน และยังช่วยปรับสมดุลความอยากอาหารได้อีกด้วย

10. ละลายเสมหะ แก้ไข้

แก้อาการเสมหะติดคอ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย ช่วยลดอาการไข้ได้

11. ช่วยเจริญอาหาร

รสขมๆ ของสะเดาช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดี และช่วยให้ขับน้ำดีตกลงสู่ลำไส้มากขึ้น ทำให้ร่างกายเกิดความอยากอาหาร ทั้งยังช่วยย่อยอาหาร จึงทำให้ลำไส้ไม่ต้องทำงานหนัก อุจจาระละเอียดขับถ่ายคล่อง และช่วยให้นอนหลับสบาย

12. ต้านมะเร็ง

ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย สะเดามีคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิเดนท์ ที่จะช่วยฟื้นฟู และชะลอความเสื่อมต่างๆ ของเซลล์จากการถูกทำร้ายของสารอนุมูลอิสระ ที่อาจพัฒนากลายเป็นเซลล์มะเร็ง

13. ล้างตาอักเสบ

นำใบสะเดาสดมาต้มน้ำประมาณ 10 นาที ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำน้ำต้มมาล้างตา รักษาอาการเคืองตา ตาอักเสบ โรคติดเชื้อได้ดี

14. ป้องกันโรคหัวใจ

ผลสะเดานำมาต้มน้ำ ดื่ม (ค่อยๆ จิบ) อย่างน้อยวันละครั้ง มีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดเป็นปกติขึ้น ปรับสมดุลจังหวะการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ หัวใจจึงแข็งแรงขึ้น ป้องกันโรคหัวใจ

15. ลดการอักเสบของแผล ถอนพิษ

ใบสะเดามีฤทธิ์เย็น ช่วยถอนพิษจากแมลงกัดต่อย ด้วยคุณสมบัติต้านเลือดแข็งตัว ต่อต้านการอักเสบ จึงช่วยลดการติดเชื้อในบาดแผล อย่างเช่น แผลอักเสบ แผลพุพอง แผลสด หรือแผลเปื่อย

ข้อควรระวัง

– ห้ามใช้น้ำมันสะเดาในเด็กแรกเกิด เพราะอาจเกิดการระคายเคืองได้

– ไม่ควรใช้ในผู้หญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร และผู้หญิงที่กำลังตั้งท้อง เนื่องจากจะทำให้ไม่มีน้ำนม

– คนเป็นโรคความดันโลหิตต่ำควรละเว้น เพราะสะเดามีคุณสมบัติลดน้ำตาลในเลือด อาจยิ่งทำให้เลือดไหลเวียนน้อยลง เป็นลม หมดสติ หรือวูบได้ง่าย

– สะเดามีรสขม จึงเป็นยาเย็น จึงไม่เหมาะกับคนธาตุเย็น เพราะจะยิ่งทำให้ท้องอืด เกิดลมในกระเพาะ

– คนเป็นโรคไตไม่ควรทานสะเดา เพราะสะเดาเป็นอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง

– คนที่เป็นโรคกระเพาะและโรคกรดไหลย้อนควรหลีกเลี่ยงหรือทานแต่น้อย เพราะรสขมเป็นรสที่ช่วยกระตุ้นสร้างน้ำย่อยให้ออกมาขึ้น

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : น่าอ่านดอทคอม
Advertisements

Advertisements

Advertisements
SHARE
    Blogger Comment

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น