สาวๆต้องอ่าน!! ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก เพื่อลดความเสี่ยง กับรายละเอียดที่เป็นประโยชน์มาก

Advertisements

Advertisements

สาวๆต้องอ่าน!! ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก เพื่อลดความเสี่ยง กับรายละเอียดที่เป็นประโยชน์มาก

มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากในผู้หญิง ซึ่งมีหญิงไทยหลายๆคนที่ถูกมะเร็งปากมดลูกพรากชีวิตไปหลายราย วันนี้เราเลยมีเรื่องราวที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับสาวๆ หลายๆคนมาให้ดูกัน โดยคุณ Ployyodchat Lissanan ได้ออกมาโพสต์รายละเอียดระบุว่า...

เคยพูดเรื่องนี้ไปแล้วในอีกเฟส วันนี้ขอพูดอีกว่า สนับสนุนให้เพื่อน ๆ ไปฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก เพราะตามสถิติแล้วผู้หญิงไทยป่วยด้วยมะเร็งชนิดนี้มากเป็นอันดับสอง (รองจากมะเร็งเต้านม) คร่าชีวิตสาวไทยกว่า 5,000 คน/ปี

จากข้อมูลที่อ่านมา มะเร็งปากมดลูกใช้ระยะเวลาในการก่อตัวนาน บางรายประมาณ 10 กว่าปีกว่าจะเป็น งั้นไปฉีดตอนอายุเท่านี้ พออายุ 45-65 ปี ช่วงที่คนเริ่มฮิตเป็นมะเร็งกัน เราจะได้ลดความเสี่ยงลงกว่าคนที่ไม่ฉีดนะจ๊ะ (วัคซีนช่วยป้องกันสูงถึง 70% !!!!!)

วัยที่เหมาะสำหรับฉีดคือ 9-26 ปี (อายุเกินนี้ก็ฉีดได้ แต่การป้องกันอาจจะไม่ดีเท่า) และจะได้ผลดีกว่าในผู้หญิงที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ถ้ามีแล้วก็ยังฉีดได้ แต่ควรตรวจภายในเป็นประจำทุกปี ควบคู่ไปด้วยจะดีค่ะ

ปล. รีบ ๆ ไปฉีดก่อนมีสามีนะคะ (แนะนำให้พ่อแม่พาลูกวัยประถม-มัธยมไปฉีด) วัคซีนจะได้ทำงานได้ดี 5555555 เพราะถ้าฉีดตอนมีแล้ว โอกาสที่วัคซีนจะป้องกันได้น้อยกว่าคนที่ฉีดตอนยังไม่เคยมีเลย

ปล.2 เกย์/สาวประเภท2 ฉีดได้ค่ะ ป้องกันมะเร็งทวารหนัก

** เพิ่มเติมเรื่องค่าใช้จ่ายค่ะ เข็มละประมาณ 2,000 บาท แล้วแต่ รพ. (เราจ่ายทีละเข็ม ไม่ได้จ่ายทีเดียวน้า / รวมทั้งหมด 3 เข็ม) **

เข็มแรก : เมื่อพร้อมก็ไปฉีดได้เลย

เข็มสอง : ห่างจากเข็มแรก 1-2 เดือน

เข็มสาม : ห่างจากเข็มแรก 6 เดือน

เจ้าของโพสต์ฉีดที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กรุงเทพฯ

หวังว่าโพสต์นี้ คงจะเป็นประโยชน์กับสาวๆเป็นอย่างมาก ยังไงก็ไปฉีดกันนะคะ เพื่อตัวของเราเอง 


ขอขอบคุณที่มาจาก : Ployyodchat Lissanan  และ tkvariety.com
Advertisements

Advertisements

Advertisements
Share on Google Plus

www.deethojai.com เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมบทความเกี่ยวกับสุขภาพ อาหาร วิตามิน สารอาหาร โภชนาการ โรคทางโภชนาการ แนะนำเทคนิคการการกิน เกร็ดความรู้ เคล็ดลับต่างๆในชีวิตประจำวัน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกกรณี ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

    Blogger Comment
    Facebook Comment

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น