เผยวิธีปลูกมะพร้าว ให้ต้นเตี้ย ลูกดก ออกผลเร็ว ปลูกไว้ที่บ้านได้กินทั้งปี ปลูกเป็นสวนก็รายได้ง่ายๆ!!

Advertisements

Advertisements

เผยวิธีปลูกมะพร้าว ให้ต้นเตี้ย ลูกดก ออกผลเร็ว ปลูกไว้ที่บ้านได้กินทั้งปี ปลูกเป็นสวนก็รายได้ง่ายๆ!!

มะพร้าว คือ อีกหนึ่งผลไม้ดับร้อน ที่หลายๆคนโปรดปราน ถึงแม้ว่ามะพร้าวไป็ผลไม้ที่หาซื้อรับประทานได้ทุกฤดูกาล แต่ทว่าหากเราอยากจะปลูกไว้กินเอง หรือแม้กระทั่งปลูกขาย มันไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด เพราะกว่ามะพร้าวจะโตพอที่ผลิตลูกก็ต้องรอหลายปีเลยทีเดียว


แต่วันนี้จะมาแนะนำเทคนิคการปลูกมะพร้าวให้ต้นเตี้ยได้ผลผลิตเร็วและลูกดก จากการบรรยายของ อาจารย์ธงชนะ พรหมมิ

ผู้ที่เป็นที่รู้จักดีในวงการ เกษตรบ้านเรา ท่านได้แนำนำวิธีการปลูกมะพร้าวต้นเตี้ยไว้ดังนี้

ก่อนอื่นเลยให้ทำการเพาะมะพร้าวที่เรามีอยู่ หรือซื้อมา จากนั้นนำมะพร้าวมาใส่ถุง เบอร์ 9X18 แล้วเลี้ยงไว้ประมาณ 3-4เดือน สามารถนำมาปลูกได้เลย

หมายเหตุ จะมากกว่า 3-4 เดือนก็ได้ เเล้วแต่ความชอบของผู้ปลูก วิธีการปลูกในถุงดำ
ใส่ถุงเเล้วเอนยอดเฉียง และดินต้องกลบครึ่งลูก ถ้ากลมมิดลูก ต้นมะพร้าวจะไม่โตเลย เพราะเขาต้องการเเสงเเดด ในการผลิตสารอาหารหล่อเลี้ยงลำต้น
เตรียมหลุมในการปลูก ขนาดประมาณ 50x50x50 ซม. วิธีการปลูก

ควรดึงถุงออกจะดีกว่าใช้มีด เพื่อป้องไม่ให้โดนราก

ถ้าเป็นยอดไปได้ให้หันไปทางทิศตะวันออก

การใส่ปุ๋ยให้โรยรอบหลุม เเล้วใช้จอบขุ้ยดินลง เพื่อเป็นการผสมดินกับปุ๋ยไปในตัวด้วย แต่ยังไม่เอาถุงออกนะครับ

รดน้ำทุกวันนะครับ จากนั้นทิ้งไว้ 1-2 วัน แล้วจึงนำถุงออก แต่อย่าให้กระทบระบบรากนะครับ

หลังการนำถุงออก ให้โรยปุ๋ยครั้งที่2 แล้วใช้ดินถม

กลบตามด้วยฟางแห้ง เพราะอินทรีย์วัตถุจะทำงานทุกเวลา

เผยวิธีปลูกมะพร้าว ให้ต้นเตี้ย ลูกดก ออกผลเร็ว

Cr. COCONUT Thailand



ที่มา... http://www.siam-variety.com/2018/06/19/12345-130/
Advertisements

Advertisements

Advertisements
Share on Google Plus

www.deethojai.com เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมบทความเกี่ยวกับสุขภาพ อาหาร วิตามิน สารอาหาร โภชนาการ โรคทางโภชนาการ แนะนำเทคนิคการการกิน เกร็ดความรู้ เคล็ดลับต่างๆในชีวิตประจำวัน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกกรณี ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

    Blogger Comment
    Facebook Comment

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น