ไปหามากินบ้างนะ ผลไม้มหัศจรรย์ที่ขนาดมะเร็งยังขยาด HIV ก็เอาอยู่ กับคุณประโยชน์ดีๆ ที่ต้องบอกต่อ!!

Advertisements

Advertisements

ไปหามากินบ้างนะ ผลไม้มหัศจรรย์ที่ขนาดมะเร็งยังขยาด HIV ก็เอาอยู่ กับคุณประโยชน์ดีๆ ที่ต้องบอกต่อ!!

ในประเทศไทยคนสมัยก่อนนำผลฟักข้าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร เนื่องจากรสชาติเนื้อฟักข้าว เหมือนมะละกอ วิธีการนำมารับประทานโดยการนำมาลวกหรือต้มให้สุก จิ้มกินกับน้ำพริก หรือใส่แกง ส่วนยอดอ่อน ใบอ่อนนำมาเป็นผักได้ โดยการนึ่งหรือลวกให้สุก เช่นเดียวกับผลอ่อนนำไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค หรือจิ้มน้ำพริกได้เช่นเดียวกัน

ในปัจจุบันจากงานวิจัยหลายแห่งพิสูจน์แล้วว่าการบริโภคเยื่อหุ้มเมล็ดของผลสุก มีประโยชน์มากกว่าการบริโภคผลอ่อน เพราะในเยื่อหุ้มเมล็ด มีสารที่มีประโยชน์มากมาย เช่น สารต้านอนุมูลอิสระสูง, ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร ฯลฯ ประโยชน์ของฟักข้าว

สรรพคุณฟักข้าว

1. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี เพราะในฟักข้าวอุดมไปด้วยสารสำคัญที่ชื่อ “เบต้าแคโรทีน” ที่มากกว่าแครอท 20 เท่า “ซีแซนทีน” มากกว่าข้าวโพดเหลือง 40 เท่า และมีวิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 40 เท่า ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็งต่างๆ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และบำรุงผิวพรรณให้ผุดผ่องสวยงาม

2. โดดเด่นที่สารไลโคปีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งในฟักข้าวมีปริมาณที่สูงกว่ามะเขือเทศถึง 70 เท่า มีสรรพคุณช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ ชะลอความเสื่อมของร่างกายและริ้วรอยที่เกิดจากวัย ทำให้ระบบไหลเวียนของโลหิตมีประสิทธิภาพ

3. ปรุงเป็นยารักษาโรค ส่วนอื่นๆ ของต้นฟักข้าวสามารถนำไปใช้เป็นยาตามตำรับแพทย์แผนตะวันออกได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นส่วนใบ เมล็ด ยอด และราก เพื่อใช้ในการถอนพิษ ลดไข้ และรักษาโรคบางชนิด

4. ป้องกันโรคมะเร็ง เนื่องจากในผลฟักข้าวนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างมากมาย จึงสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม ซึ่งมีการศึกษาค้นคว้าในประเทศจีนแล้วพบว่า ผลฟักข้าวสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเซลล์ตับ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับอีกด้วย

5. ยับยั้งเชื้อ HIV จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า โปรตีนจากผลฟักข้าวมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ HIV และได้รับการจดสิทธิบัตรในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว

– ลูกฟักข้าวสุกเต็มที่ คือสีของลูกฟักข้าวที่แดงสดเต็มที่ 1 ลูก

– น้ำเสารสที่ค้นไว้แล้ว 2 ถ้วยตวง

– กระชอน,กะละมัง หม้อสำหรับต้มน้ำ

– น้ำเปล่า 5 ลิตร

– เกลือ 1-2 ช้อนชา

วิธีทำน้ำฟักข้าว

ผ่าเอาเยื่อสีแดงที่หุ้มเมล็ดฟักข้าว ผ่าครึ่งกลางของลูก ใช้ช้อนตักเอาเยื่อสีแดงที่หุ้มเมล็ดมาใส่กระชอนที่เตรียมไว้ เพื่อแยกเยื่อออกจากเมล็ด เพราะส่วนที่เราจะใช้ทำน้ำฟักข้าวคือ เยื่อสีแดงที่หุ้มเมล็ดเท่านั้่น เนื้อสีเหลืองก็สามารถนำมาใส่ได้ด้วย ใช้มือยีหรือขยำเพื่อให้เหมือกของสีแดงออกจากเมล็ด ใช้กระชอนกรองเอาไม่ให้เมล็ดหล่นลงไป เติมน้ำต้มสุกลงไปขณะที่แยกเมล็ดออก เพื่อง่ายแก่การคั้นเอาเนื้อแดงของลูกฟักข้าว

– เติมน้ำเปล่าเพิ่มลงไปใน น้ำฟักข้าวให้ได้จำนวน 5 ลิตร

– เติมน้ำเสารสที่เตรียมไว้ 2 ถ้วยตวง

– ใส่เกลือ 1-2 ช้อนชา

– ตอนนี้ น้ำฟักข้าวจะมีรสเปรี้ยวของน้ำเสารสและความกลมกลอมของเกลือ

– นำน้ำฟักข้าวไปต้ม ให้สุก แล้วพักไว้ให้เย็น แล้วนำไปแช่ตู้เย็น ก่อนการรับประทาน

สามารถขยายพันธุ์ มีหลายวิธึ เช่น ด้วยเมล็ด, แยกราก, ปักชำ, ทับเถา ฟักข้าวชอบความชื้นสูง (ประมาณ 70-80 %) เริ่มมีดอกหลังจากปลูกไปได้แล้วประมาณ 3-6 เดือน , พันธุ์ไทยมักจะให้ผลผลิตตลอดปี การเก็บเกี่ยวสามารถให้ผลประมาณ 0- 60 ผล/ปี ,ขึ้นอยู่กับสถานที่ปลูก และการดูแล ถ้าปลูกในสถานที่ที่โดนแดดน้อยกว่า 5 ชมหรือปริมาณแสงแดดน้อย เช่นปลูกบริเวณหมู่บ้านจัดสรรที่มีที่แคบๆ,มีต้นไม้ใหญ่หรือมีอะไรมาบังแสงแดดนั่งร้านฟักข้าว, ฯลฯ ฟักข้าวจะไม่ออกดอก หรือออกดอกน้อย คุณค่าทางโภชนาการ

เห็นประโยชน์รอบตัวขนาดนี้ ก็ต้องรีบหามาปลูกกันแล้ว เผื่อจะใช้ขึ้นมาจะได้เด้ดเอาจากหน้าบ้านเลย ของดีขนาดนี้อย่าได้มองข้ามอย่างเด็ดขาด

ที่มาสาระ1000 / ขอบคุณที่มา.www.kidzii.com
Advertisements

Advertisements

Advertisements
Share on Google Plus

www.deethojai.com เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมบทความเกี่ยวกับสุขภาพ อาหาร วิตามิน สารอาหาร โภชนาการ โรคทางโภชนาการ แนะนำเทคนิคการการกิน เกร็ดความรู้ เคล็ดลับต่างๆในชีวิตประจำวัน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกกรณี ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

    Blogger Comment
    Facebook Comment

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น