ตะไคร้ สุดยอดพืชมหัศจรรย์ที่มีสรรพคุณรอบด้านจนน่าทึ่ง

Advertisements

Advertisements

ตะไคร้ สุดยอดพืชมหัศจรรย์ที่มีสรรพคุณรอบด้านจนน่าทึ่ง 

พืชประจำเอเชียตะวันออกและเป็นส่วนหนึ่งของแอฟริกา ตะไคร้ จะถูกพบและนำมาทำอาหาร รสเปรี้ยวซ่าคล้ายมะนาวและกลิ่นหอมสดชื่นเมื่อผสมอยู่ในอาหารไทยและมาเลย์



ตะไคร้ หนึ่งในยาสมุนไพร มักถูกนำไปรักษาโรคต่างๆทางการแพทย์ เช่น ไขข้อ ไข้ สิว ความเครียดและอื่นๆ ซึ่งเป็นหญ้ายืนต้นสูงถึง 1 เมตร มีใบกว้าง 1-1.5 ซม. และความยาว 30-80 ซม.และปลายฝังดินเป็นกระเปาะ

น้ำมันตะไคร้ มีกลิ่นหอมหวานและสีเหลืองเข้ม และบางครั้งจะมีสีแดงเมื่อผ่านการสกัด นอกจากนำไปทำอาหารแล้วยังเป็นเครื่องสำอางที่มีคุณค่าประกอบ กลิ่น ในสบู่และสเปรย์ไล่แมลง

ประโยชน์ต่างๆที่เป็นการรักษาแบบแผนโบราณ เช่น การทำชาตะไคร้ดื่มเพื่อแก้ปัญหาทางเดินอาหาร การปวดท้อง ท้องร่วง มีแก๊สเยอะ กระเพาะลำไส้ อาเจียน ไข้ ไข้หวัด และอาการปวดหัว หรือเมื่อนำน้ำมันหิมระเหยกลิ่นตะไคร้มาผสมกับน้ำมันหอมระเหยกลิ่นอื่น เช่น ผสมเข้ากับน้ำมันมะพร้าว และนำไปทาบริเวณที่ปวดอย่างหลัง ไขข้อ กระดูกสันหลัง หรือส่วนต่างๆในร่างกายเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ดี

บางตำราหากนำตะไคร้ผสมยาจีนก็จะช่วยเรื่องการหมุนเวียนของเลือด ตะไคร้มีคุณสมบัติต้านเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ ฆ่าเชื้อโรคที่นำการติดเชื้อในรูปแบบต่างๆเช่น แผลผุพอง รวมถึงฆ่าเซลล์มะเร็งได้

แม้จะไม่ใช่พืชที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ หากแต่ต้องมีการจำกัดปริมาณแก่ผู้ตั้งครรภ์และให้นมบุตรในการใช้น้ำมันหอมระเหย ซึ่งอาจมีผลต่อโรคไต ความรู้สึกระคายเคือง เป็นผื่น รู้สึกปวดร้อนและน้ำตาลในเลือดลดลง รวมถึงผู้ป่วยที่ทานยารักษาเบาหวาน ต้านความดันโลหิตสูง ภูมิแพ้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นตะไคร้ทุกชนิด

Cr:thehealthylifestyle365/Photo:pakoengineering
Advertisements

Advertisements

Advertisements
Share on Google Plus

www.deethojai.com เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมบทความเกี่ยวกับสุขภาพ อาหาร วิตามิน สารอาหาร โภชนาการ โรคทางโภชนาการ แนะนำเทคนิคการการกิน เกร็ดความรู้ เคล็ดลับต่างๆในชีวิตประจำวัน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกกรณี ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

    Blogger Comment
    Facebook Comment

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น