น่าจะรู้มาตั้งนานแล้ว วิธีทำกุ้งสดๆให้กลายเป็นกุ้งเด้ง กรอบเนื้อหวาน ได้ง่ายๆในไม่กี่ขั้นตอน

Advertisements

Advertisements

น่าจะรู้มาตั้งนานแล้ว วิธีทำกุ้งสดๆให้กลายเป็นกุ้งเด้ง กรอบเนื้อหวาน ได้ง่ายๆในไม่กี่ขั้นตอน

วิธีการทำให้เนื้อกุ้งของเราให้กลายเป็นกุ้งเด้งไม่ยากเลยคะมีข้อแม้อยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นคือกุ้งที่จะทำนั้นต้องเป็นกุ้งสดเท่านั้นแต่ก็ไม่ถึงกับต้องมาเป็นตัวเป็นๆกันเลยนะคะเพียงแค่ว่าดูแล้วสดตัวไม่ซีดก็พอแล้ว

เรามาเริ่มการทำกุ้งเด้งกันเลย

สิ่งที่ต้องมีก็คือกุ้งสด,เกลือและน้ำแข็ง

วิธีทำกุ้งเด้ง?

1.ทำการแกะเปลือกกุ้งและเด็ดหัวกุ้งหรือถุงขี้กุ้งออก(ถุงดำๆบนหัวกุ้ง)เพราะในส่วนหัวของกุ้งจะมีถุงขี้กุ้งอยู่ซึ่งจะทำให้ตัวเอ็นไซม์กุ้งออกมาย่อยสลายเนื้อกุ้งโดยธรรมชาติของมันซึ่งถ้าเราซื้อกุ้งสดมาถ้ายังไม่ได้นำไปประกอบอาหารอะไรควรเด็ดหัวกุ้งหรือถุงขี้กุ้งนั้นออกเสียก่อนเพื่อให้กุ้งยังคงความสดอยู่ได้เพิ่มขึ้นจากปกติ

2.นำกุ้งไปคลุกเคล้ากับเกลือคลุกเคล้าให้เข้ากันและล้างออกด้วยน้ำเย็นนำไปคลุกเกลือเพราะจะทำให้กุ้งเก็บน้ำไว้ในตัวได้ดียิ่งขึ้นนั้นเองเนื่องจากถ้ากุ้งเก็บน้ำไว้ในตัวน้อยเท่าไรก็จะทำให้เนื้อกุ้งยิ่งแห้งมากขึ้นเท่านั้น

3.นำกุ้งที่ล้างน้ำแล้วมาแช่ไว้ในน้ำที่ใส่เกลือผสมอยู่(ใส่น้ำให้พอมิดตัวกุ้ง)แล้วนำน้ำแข็งมาโปะไว้ด้านบนรอจนน้ำแข็งละลาย

เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำกุ้งเด้งแล้วถ้าใครยังไม่ต้องการนำไปประกอบอาหารในตอนนี้ก็นำไปใส่ถุงแล้วนำไปแช่ในช่องแช่แข็งหรือช่องฟรีซตู้เย็นได้เลยเมื่อต้องการทำมาประกอบอาหารก็เพียงแช่กุงกุ้งเด้งนี้ในน้ำพอน้ำแข็งจากกุ้งละลายก็นำมาประกอบอาหารได้เลยและการนำกุ้งเด้งนี้ไปประกอบอาหารมีข้อแม้อยู่ว่าควรจะผ่านการปรุงสุกในระยะเวลาอันสั้นจะดีที่สุดค่ะ

ขอขอบคุณที่มา-http://food.mthai.com/food-trick
Advertisements

Advertisements

Advertisements
Share on Google Plus

www.deethojai.com เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมบทความเกี่ยวกับสุขภาพ อาหาร วิตามิน สารอาหาร โภชนาการ โรคทางโภชนาการ แนะนำเทคนิคการการกิน เกร็ดความรู้ เคล็ดลับต่างๆในชีวิตประจำวัน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกกรณี ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

    Blogger Comment
    Facebook Comment

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น