7 เหตุผลที่จะทำให้คุณ ไม่อยากกินน้ำตาลอีกต่อไป เพราะมันไม่ใช่แค่อ้วน แต่อาจเสี่ยงป่วยด้วยโรคเหล่านี้...!!

Advertisements

Advertisements

7 เหตุผลที่จะทำให้คุณ ไม่อยากกินน้ำตาลอีกต่อไป เพราะมันไม่ใช่แค่อ้วน แต่อาจเสี่ยงป่วยด้วยโรคเหล่านี้...!!

ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนๆ รสชาติความหวานของน้ำตาลก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งรสชาติที่ขาดไม่ได้ ยิ่งคนไทยด้วยแล้ว คงคุ้นหน้าคุ้นตากันดีกับพวงเครื่องปรุงที่วางให้เติมฟรีไม่อั้น ซึ่งเราก็เติมกันไป ปรุงกันไปไม่ได้คิด เราจะบอกให้ว่าน้ำตาลน่ะ นับเป็นวาระของโลก ที่ทุกประเทศกำลังแก้ปัญหา เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ให้พลังงานแต่ให้โทษมากกว่านั้นเยอะ!

1. ไม่ได้มีแค่กลูโคส

องค์ประกอบของน้ำตาลทรายที่นิยมทานกันทั่วไปนั้น มีหลักๆ 2 อย่างคือกลูโคสและฟลุกโตส ซึ่งกลูโคสนั้น ร่างกายจะผลิตด้วยตัวเองอยู่แล้วเพราะจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และอวัยวะภายในร่างกายทุกส่วนก็สามารถดูดซึมไปใช้ได้เลย ในขณะที่ฟลุกโตสนั้น ไม่มีอวัยวะใดในร่างกายที่สามารถนำไปใช้ได้เลยนอกจาก 'ตับ' แถมยังเอาไปใช้ได้แบบจำกัดปริมาณอีกด้วย ดังนั้นถ้าเราทานน้ำตาลเข้าไปในปริมาณมาก ก็เท่ากับเรารับงานหนักไปส่งต่อให้ตับ เพราะตับต้องออกแรงเยอะมากในการเผาผลาญฟลุกโตสให้หมดไป ส่วนไหนที่ไม่หมดก็จะกลายเป็นไขมันไปอีก

2. ไม่มีวิตามินและเกลือแร่

น้ำตาลเป็นสิ่งที่มีประโยชน์แค่เติมความหวานให้อาหาร เพื่อสนองปากของเรา กับให้พลังงานเราเท่านั้น ไม่มีแม้แต่วิตามินหรือเกลือแร่อันเป็นสารอาหารพื้นฐานอยู่เลย เมื่อเราทานอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมาก เช่น ขนมปัง นม เนย ขนมหวาน เข้าไปในปริมาณมาก นั่นเท่ากับว่าเราแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการทานอาหารในครั้งนั้น แถมในระยะยาวยังอาจส่งผลให้ร่างกายขาดสารอาหารอีกด้วย

3. เหตุไขมันพอกตับ

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าถ้าตับไม่สามารถเผาผลาญฟลุกโตสออกได้หมด น้ำตาลที่เหลือจะเปลี่ยนเป็นไขมัน ซึ่งถึงแม้ว่าไขมันนี้จะดีต่อตับในการเติมไกลโคเจนให้ตับหลังออกกำลังกายได้ แต่ถามว่าเราออกกำลังกายกันหรือเปล่า การที่เราไม่ได้ออกกำลังกาย ตับไม่ได้เสียไกลโคเจนเลยแม้แต่น้อย ไขมันที่ว่าก็จะกลายเป็นส่วนเกิน สะสมไว้ที่ตับเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็พอกตับ แถมยังเผื่อแผ่ไปจับที่อวัยวะอื่นรอบๆ จนอาจนำไปสู่โรคหัวใจในที่สุด

4. ทำให้อ้วนลงพุง

ไขมันจากฟลุกโตสที่เหลือ มักถูกตับส่งออกไปยังอวัยวะต่างๆ รวมถึงกระแสเลือด จากนั้นมันก็กลายเป็นคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี ทำให้ระดับน้ำตาลในร่างกายสูงขึ้น อินซูลินสูงขึ้น แต่การตอบสนองต่ออินซูลินในร่างกายเสื่อมถอยลง ทำให้มีการสะสมไขมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บริเวณช่องท้อง เกิดเป็นความอ้วนลงพุง ซึ่งก็จะส่งผลไปยังโรคอื่นๆ อีกมากมาย เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคเบาหวานประเภทที่สอง เป็นต้น

5. ไม่ทำให้อิ่ม

น้ำตาลกลูโคสสามารถลดการไหลเวียนของเลือดในสมองส่วน 'ไฮโพทาลามัส' ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการควบคุมสมดุลอาหารและพลังงานของร่างกายได้ เราจึงรู้สึกอิ่มและไม่เกิดความอยากอาหารอีก ในขณะที่ฟลุกโตสนั้นจะเพิ่มปริมาณของเลือดที่ไหลเวียน หมายความว่าเราจะยิ่งรู้สึกหิว ต่อให้ทานไปมากเท่าไหร่แล้วก็ตาม

6. ทำให้เสพติด

น้ำตาลทำให้สมองหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข 'โดปามีน' ออกมา ซึ่งผลของมันคือทำให้เราเสพติด มีฤทธิ์เหมือนทานโคเคนเข้าไป เพราะสมองของเราจะจดจำกิจกรรมที่ทำให้ฮอร์โมนโดปามีนหลั่ง ถ้ามันเจอเมื่อไหร่ รับรองว่ามันกระตุ้นให้เราทำในสิ่งนั้นตลอดเวลาแน่ๆ

7. ดื้อเลปติน ในร่างกายของเรามีฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า 'เลปติน' คอยทำหน้าที่เชื่อมโยงกับสมองส่วนไฮโปทาลามัสเพื่อสั่งให้เรารู้สึกอิ่ม เลปตินนั้นเกิดจากเซลล์ที่ทำหน้าที่สะสมไขมัน นั่นหมายความว่าถ้าไขมันเยอะ เลปตินก็จะเยอะ การเผาผลาญก็จะมากขึ้น และสมองจะคุมการทานของเราได้ดีขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาคือถ้ามีไขมันอันเป็นแหล่งกำเนิดเลปตินเกิดขึ้นมากเกินความจำเป็น จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะดื้อต่อเลปติน ทำให้เลปตินไม่สามารถเชื่อมโยงกับไฮโปทาลามัสที่คอยสั่งให้เราอิ่มได้เพราะโดนฟลุกโตสยับยั้งการส่งสัญญาณ ทำให้เราทานมากกว่าเดิม จนกลายเป็นโรคอ้วนนั่นเอง

แม้จะหวานอร่อย แต่ก็ควรทานอย่างระมัดระวังเข้าไว้นะ!

ขอบคุณข้อมูลจาก : popsci, vcharkarn
Advertisements

Advertisements

Advertisements
SHARE
    Blogger Comment

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น