ไม่จำเป็นอย่ากินเด็ดขาด!! อาหารชนิดนี้ กินแล้ว สามารถก่อให้เกิดมะเร็ง 4 ประเภทได้ในทันที

Advertisements

Advertisements

ไม่จำเป็นอย่ากินเด็ดขาด!! อาหารชนิดนี้ กินแล้ว สามารถก่อให้เกิดมะเร็ง 4 ประเภทได้ในทันที

ผู้คนทั่วโลกกว่า 7 พันล้านคนนิยมทานอาหารจานด่วนประเภทฮอทด็อกมากที่สุดโดยเฉพาะชาวอเมริกัน แต่คุณรู้ไหมว่าฮอทด็อกเป็นอาหารที่ทำลายสุขภาพและอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ถึง 4 ชนิด

ฮอทด็อกถูกนำมาใช้เป็นอาหารตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 โดยผู้อพยพเยอรมันและมันได้รับนิยมมากขึ้นสำหรับคนทุกเพศทุกวัยในศตวรรษที่ 21

ตามที่องค์การอนามัยโลกได้ระบุไว้, เนื้อสัตว์แปรรูปทั้งหมดรวมถึงเนื้อแดงเพิ่มโอกาสของการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะฮอทด็อกที่ผลิตจากเนื้อวัว เนื้อไก่ และเนื้อหมู เพราะส่วนผสมของฮอทดอกได้มาจากส่วนเหลือๆ ของเนื้อสัตว์ เช่น ส่วนหัว เท้า ไขมัน หนัง รวมถึงพังผืด

ขั้นตอนในการผลิตฮอทด็อกนั้นส่วนผสมของมันเต็มไปด้วยสารเติมแต่ง เช่น สารไนเตรต, เกลือ, น้ำเชื่อมข้าวโพด และสารเคมีชนิดอื่น ๆ ซึ่งส่วนผสมต่างๆ เหล่านี้เชื่อมโยงถึงการเกิดโรคมะเร็ง ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการแพทย์จึงประกาศว่าการบริโภคฮอทด็อกมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งพอๆ กับการสูบบุหรี่

สารไนเตรตเป็นสารที่อันตรายที่สุดที่อยู่ในฮอทด็อก เมื่อสารชนิดนี้ถูกความร้อนมันจะเชื่อมโยงถึงสารเอมีนในเนื้อสัตว์และเปลี่ยนเป็นสารไนโตรซามีน (Nitrosamine) และเมื่อสารอันตรายชนิดนี้เข้าไปสู่กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร จะก่อให้เกิดมะเร็งตับอ่อน

ดังนั้นสถาบันวิจัยมะเร็งจึงระบุว่า คนที่บริโภคฮอทด็อกเป็นประจำทุกวันมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึง 21% และเรื่องที่แย่กว่านั้นคือแม้แต่ฮอทด็อกออร์แกนนิคก็ยังมีสารไนเตรตอยู่ในปริมาณที่สูงไม่ต่างจากฮอทด็อกทั่วไปเช่นกัน

ที่มา...https://www.siamnews.com/view-14434.html
Advertisements

Advertisements

Advertisements
Share on Google Plus

www.deethojai.com เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมบทความเกี่ยวกับสุขภาพ อาหาร วิตามิน สารอาหาร โภชนาการ โรคทางโภชนาการ แนะนำเทคนิคการการกิน เกร็ดความรู้ เคล็ดลับต่างๆในชีวิตประจำวัน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกกรณี ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

    Blogger Comment
    Facebook Comment

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น