ไม่ต้องซื้อกิน แจกสูตรลับขนมฟักทองแสนอร่อย เนื้อเหนียวนุ่ม เคี้ยวหนุบหนับ อร่อยสุดๆ

Advertisements

Advertisements

ไม่ต้องซื้อกิน แจกสูตรลับขนมฟักทองแสนอร่อย เนื้อเหนียวนุ่ม เคี้ยวหนุบหนับ อร่อยสุดๆ

ขนมฟักทอง ขนมไทยโบราณที่สุดแสนจะอร่อยด้วยความที่ตัวขนมมีเนื้อเหนียวนุ่ม ยิ่งเคี้ยวยิ่งหนุบหนับ แต่ในปัจจุบันหาทานได้ยาก อีกทั้งบางร้านก็ทำไม่อร่อยซะเลยมีแต่แป้ง ในวันนี้เราจึงอยากมานำเสนอแจกสูตรลับขนมฟักทอง เนื้อเหนียวนุ่ม เคี้ยวหนุบหนับ อร่อยจับใจ

สิ่งที่ต้องเตรียม

• ฟักทอง 500 กรัม (ปอกเปลือก และหั่นเป็นชิ้น ๆ)

• แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย

• แป้งมันสำปะหลัง 1/4 ถ้วย

• มะพร้าวขูด 50 กรัม

• น้ำตาลทราย 1 ถ้วย

• เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

• กะทิ 1 ถ้วย

• ถ้วยตะไลสำหรับนึ่ง

วิธีการทำ

1. นำฟักทองที่ได้เตรียมไว้ ไปนึ่งจนสุกแล้วนำออกมาพักทิ้งไว้จนเย็นสนิท

2. นำแป้งข้าวเจ้าและแป้งมัน ใส่ลงในฟักทองที่นึ่งสุกแล้ว

3. นำมานวดผสมให้เข้ากันดี

4. ทำการใส่มะพร้าวขูด น้ำตาลทราย และเกลือป่นลงไปนวดต่อ

5. จากนั้นค่อยๆ เติมกะทิลงไป แล้วคนผสมจนเข้ากันดีและน้ำตาลทรายละลายจนหมด

6. ทำการตักส่วนผสมใส่ถ้วยตะไลประมาณ 3/4 ของถ้วย

7. จากนั้นนำไปนึ่งที่มีน้ำเดือดประมาณ 15-20 นาทีจนแป้งสุกและใส

8. เมื่อนึ่งเสร็จแล้ว ให้ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น

9. ทำการแคะขนมออกจากถ้วย เป็นอันเสร็จ

เคล็ดลับความอร่อยที่อยากจะเปิดเผย

หากใครอยากให้ขนมออกมาดูเป็นแบบไทยๆมากขึ้น ให้ใช้วิธีนึ่งด้วย “กรวยใบตอง” ซึ่งมีวิธีการทำดังต่อไปนี้

1. ก่อนทำการนึ่งให้นำใบตองมาเช็ดให้สะอาด

2. ทำการเจียนใบตองเป็นวงกลม แล้วม้วนเป็นทรงกรวยเล็กๆ

3. จากนั้นกลัดด้วยไม้กลัด แล้วตักขนมฟักทองใส่ลงไปประมาณ 3/4 ของกรวย

4. นำไปเสียบลงในช่องของชุดนึ่ง (แบบช่องเว้นช่อง) แล้วทำการนึ่งจนสุก เป็นอันเสร็จ

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ก็ได้ทราบถึงสูตรลับขนมฟักทอง เนื้อเหนียวนุ่ม เคี้ยวหนุบหนับ อร่อยจับใจกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว น่ากินมากเลยใช่ไหมละ แถมยังทำไม่ยากอีกด้วย สุดสัปดาห์นี้มาเข้าครัวกันดีกว่า

ที่มา…khaoza.net
Advertisements

Advertisements

Loading...
Share on Google Plus

www.deethojai.com เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมบทความเกี่ยวกับสุขภาพ อาหาร วิตามิน สารอาหาร โภชนาการ โรคทางโภชนาการ แนะนำเทคนิคการการกิน เกร็ดความรู้ เคล็ดลับต่างๆในชีวิตประจำวัน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกกรณี ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

    Blogger Comment
    Facebook Comment

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น